window.dataLayer = window.dataLayer || []; function gtag(){dataLayer.push(arguments);} gtag('js', new Date()); gtag('config', 'G-HT69D45H8X');

บทสนทนากับใจตนเองสำหรับพ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่เข้าใจหัวใจตัวเองมากเท่าไหร่ จะยิ่งพาลูกไปได้มากเช่นกัน

เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

บทสนทนากับใจตนเองสำหรับพ่อแม่
ยิ่งพ่อแม่เข้าใจหัวใจตัวเองมากเท่าไหร่ จะยิ่งพาลูกไปได้มากเช่นกัน

บทความโดยหมอพีช

ความลุ่มลึกของการบำบัดที่ผู้บำบัดจะพาผู้รับการบำบัดไปได้
จะขึ้นอยู่กับความลุ่มลึกที่ใจของผู้บำบัดเคยสัมผัส
และทำงานกับประสบการณ์นั้นในตนเอง
.
การสำรวจตนเอง
เข้าใจความเปราะบาง บาดแผล ด้านมืดของตนเอง
และทำงานคลี่คลายความขัดแย้งในใจตนเอง
เป็นสิ่งสำคัญมากของผู้บำบัด
.
แต่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบำบัดให้ลูก
เพราะบทบาท “พ่อแม่ของลูก” เป็นบทบาทที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้
.
หมอจึงอยากให้พ่อแม่ได้เป็นพ่อแม่
ที่มีความสุข เข้าใจหัวใจตนเอง เติมพลังใจตนเองได้มากกว่า
พ่อแม่ที่มีความสุข จะดูแลลูกให้มีความสุขได้
เหมือน “คนสวนที่แข็งแรง” จึงจะมีแรงดูแลต้นไม้ที่ชื่อว่า “ลูก” ได้

.

บทความในวันนี้ หมออยากให้เป็นการอ่านอย่างเกิดประสบการณ์กับตนเองหรือ experiential นะคะ
ในการอ่านจึงไม่ได้อ่านโดยใช้ความคิด
แต่ใช้การอ่านเป็น “เครื่องมือนำทางจิตใจ”

.

ในการสัมผัสประสบการณ์ข้างในร่างกาย
อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความต้องการที่แท้จริง ของตนเอง
สำรวจไปยังความทรงจำในอดีต
รวมทั้งร่องรอยของอดีตหรือบาดแผลที่ยังคงถูกกระตุ้นอยู่ในปัจจุบัน
.
ระหว่างอ่านอาจเกิดการสั่นไหวข้างใน
อาจมีทั้งจากความปิติ
หรือความเศร้า
ทั้งสองอย่างนี้มีความหมายค่ะ
วันนี้ หมออยากให้เป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่จะกลับมายัง “บ้าน” อีกหลัง
คือ “หัวใจ” ของพ่อแม่เองนะคะ

. . .

อยากให้ลองหาพื้นที่สงบ เก้าอี้สบายๆ อยู่กับตัวเอง

. . .

ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ ที่ได้คุยกับตัวเอง

. . .

อยากให้ลองวางจากบทบาทต่างๆในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็น
บทบาทพ่อแม่
บทบาทลูก
บทบาทพี่หรือน้อง
บทบาทหน้าที่การงาน

. . .

รวมถึง
บทบาทคนเก่ง
คนใจดี
คนเสียสละ
คนแบก
คนเข้าใจคนอื่น
คนปลอบโยนคนอื่น

. . .

บางครั้ง การเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
มันดูยากจัง

. . .

มีเงื่อนไขมากมายว่า
ควรเป็นแม่ที่เป็นอย่างนั้น
ควรเป็นพนักงานที่เป็นอย่างนี้

. . .

หากไม่เป็นอย่างนั้น
แปลว่าเราไม่มีคุณค่าหรือ

. . .

ความรักในตัวเองล่ะ
หากฉันทำสิ่งต่างๆไม่ได้ดีพอ
ฉันยังรักตัวเองได้อยู่ไหม

. . .

จริงๆแล้ว
ฉันต้องการอะไรกันแน่

. . .

หากไม่มีครอบครัวหรืองาน
ตัวตนของฉันคืออะไร

. . .

หรือจริงๆแล้ว
ฉันก็เป็นตัวฉัน
ฉันก็มีตัวฉัน
มาตั้งแต่เกิด

.

ฉันก็เป็น “มนุษย์คนหนึ่ง”
ที่มีคุณค่า
มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ไม่ต่างกับคนอื่น

.

ฉันสมควรได้รับความรัก
ทั้งจากตนเองและผู้อื่น

.

เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก
โดยไม่ได้ขึ้นกับว่า
ผู้อื่นจะมองหรือรู้สึกกับตัวฉันอย่างไร

.

ส่วนเงื่อนไขที่ว่า
ต้องดี ต้องเก่ง
จึงจะได้รับการยอมรับหรือได้รับความรัก
เป็นเพียงมุมมองหนึ่ง
ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง

. . .

บทบาทหรือตำแหน่งใดๆ
ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งกันภายหลัง
เหมือนกับ
เสื้อผ้าที่สวมตามโอกาส

. . .

แต่การยึดเสื้อผ้านั้นๆ
หลอมรวมว่า “เป็นตัวตนของฉัน”
เช่นฉันคืองาน งานคือตัวตนของฉัน
หรือบางครั้ง งานก็มีชื่อว่า การเลี้ยงลูก

. . .

ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
ในการสูญเสียตัวตนอื่นๆของตนเอง

. . .

ดังนั้น ลองกลับมาอยู่กับใจตนเองดูนะคะ
ลองถามใจตนเองดู

.

.

สวัสดีร่างกายของฉัน

. . .

ตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง
ปวดเมื่อยตรงไหนไหม
เรี่ยวแรงเป็นอย่างไร

. . .

หัวใจเต้นอยู่สินะ
ลองดูว่า เขากำลังเต้นอย่างไร เต้นรัวเลย หรือเต้นอย่างสงบ

. . .

ในหัว ตอนนี้มีอะไรไหม
อาจมีก้อนความคิดโน่นนี่ หรือความปวด หรือภาพฝันใดๆ

. . .

น้ำตาของฉัน
กำลังบอกอะไร

. . .

หลายๆครั้ง เราไม่รู้ตัวว่าเราคิดอะไร
ร่างกายนี่แหละ ช่วยส่งสัญญาณให้เรา

. . .

สัญญาณจากร่างกาย
แม้แต่อาการแพนิค
ก็กำลังช่วยบอกบางอย่างกับเรา

. . .

ขึ้นกับว่า
เราจะเห็นหรือเปิดใจกับมันอย่างไร

.

.

.

ความรู้สึกล่ะ

. . .

บางความรู้สึกอาจถูกมองว่าดี ถูกต้อนรับมากกว่า
เช่น สุข สงบ ผ่อนคลาย ภูมิใจ สนุก

. . .

บางความรู้สึก ถูกมองว่าไม่ดี ไม่น่าอภิรมย์

. . .

เป็นไปได้ไหมว่า
จริงๆแล้วมันกำลังช่วยเราเช่นกัน

. . .

ความเหนื่อย ความหมดแรง
บอกให้เราไปพัก

. . .

ความโกรธ
บอกให้เราปกป้องตนเอง

. . .

ความเครียด
บอกว่าเรากำลังคาดหวังบางอย่าง

. . .

ความน้อยใจ
บอกว่าเราต้องการความรัก

. . .

ความรู้สึกผิด
บอกเราว่าเรามีความตั้งใจดีบางอย่าง

. . .

ความเศร้า
บอกเราว่า จุดที่อยู่ตอนนี้ เริ่มไม่ไหวแล้ว
ต้องการการเปลี่ยนแปลงนะ

. . .

ความรู้สึกอาจมีมากกว่าหนึ่งอย่าง
รักและโกรธ
เครียดและเศร้า

. . .

เราอาจไม่ต้องเลือก
หรือปฏิเสธอันใดอันหนึ่ง

. . .

เพียงแค่ลองคุยกับแต่ละความรู้สึก

. . .

ตอนนี้ ความรู้สึกนี้
กำลังอยากบอกอะไรฉันนะ

.

.

.

ตอนนี้ ฉันกำลังคิดอะไรอยู่

. . .

คิดว่า ตนเองเป็นอย่างไร
คิดว่า คนรอบๆตัวเป็นอย่างไร
คิดว่า ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไร

. . .

หลายครั้ง ความเชื่อบางอย่าง
เป็นตัวขับเคลื่อน
มุมมอง ความรู้สึก และการตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เช่น

ความเชื่อว่า
การคุยกันช่วยให้เข้าใจกัน
ทำให้มองว่า หากไม่เข้าใจกัน ต้องถามกัน ต้องบอกกัน

. . .

บางความเชื่ออาจนำไปสู่ “กฎที่ไม่ยืดหยุ่น”
ที่ทำเพื่อปกป้องตัวเรา

เช่น ความเชื่อว่า
ความเห็นที่ต่างกันนำไปสู่จุดจบของความสัมพันธ์
อาจทำให้เราไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง
ไม่กล้าบอกความรู้สึกนึกคิด กลัวความขัดแย้ง

. . .

ทั้งที่จริงๆแล้ว
ความแตกต่างในตัวบุคคล
เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์

. . .

ความเชื่อบางความเชื่อ กฎบางกฎ
มีมาตั้งแต่วัยเด็ก
อาจเกี่ยวกับประสบการณ์ในครอบครัว
เช่น เชื่อว่า
ฉันไม่ดีเหมือนใคร
เกิดกฎว่า ฉันต้องพยายามให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ
แต่เท่าไหร่ล่ะ จึงจะพอ

. . .

เชื่อว่า ฉันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชื่นชอบอย่างใครเขา
เกิดกฎว่า
ฉันต้องเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขายังชอบฉัน

. . .

เชื่อว่า
ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันปกป้องตนเองไม่ได้
เกิดกฎว่า
ไม่ต้องทำอะไรหรอก ทำไปก็ไม่มีประโยชน์

. . .

บางทีมันเหนียวแน่น อยู่กับตัวเรามานาน

. . .

จนเราไม่ทันรู้ตัวเลยว่า
มีความเป็นไปได้อื่น
ในตัวเรา ในผู้อื่น ในโลกใบนี้

. . .

แล้วตัวเราล่ะ
อยากจะลองเชื่อในตัวเอง ในผู้อื่น ในโลกใบนี้
แตกต่างจากเดิมหรือไม่

. . .

หากเราลังเลที่จะเปลี่ยนความเชื่อ
มันไม่ได้แย่นะ
ความลังเลอาจกำลังปกป้องเราอยู่
ลองคุยกับความลังเลดูว่า
“อะไรที่เธอกลัว”
“ฉันจะช่วยเธอได้อย่างไร”

.

.

.

จริงๆแล้ว ฉันคาดหวังอะไรอยู่

. . .

ฉันคาดหวังให้ตัวเองเป็นอย่างไร

. . .

ฉันคาดหวังให้คนอื่นเป็นอย่างไร

เช่น

คู่ชีวิต ลูก พ่อ แม่ เพื่อนร่วมงาน

. . .

ฉันคิดว่าผู้อื่นคาดหวังอะไรกับฉัน
เช่น
อยากให้ฉันทำงานให้ดี
อยากให้ฉันเป็นคนเสียสละ

. . .

จริงๆแล้ว
ความคาดหวังปรารถนาดีกับเรา
อยากให้เราได้รับสิ่งที่ดี
อยากให้เรามีความสุข

. . .

เพียงแต่
ความคาดหวังที่ไม่ยืดหยุ่น
อาจทำร้ายเรา

เช่น

ความคาดหวังว่า ต้องเป็นแบบนั้นเท่านั้นจึงจะดี
ความคาดหวังกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว
ความคาดหวังว่า ผู้อื่นต้องเปลี่ยน ทุกสิ่งจึงจะดีขึ้น

. . .

เป็นไปได้ไหม
ที่เราจะปรับความคาดหวัง
ให้เหมาะกับตัวเรา กับผู้อื่น กับสถานการณ์
อย่างที่เป็นในปัจจุบัน
ไม่ต้องเร่งรีบ

. . .

เป็นไปได้ไหม
ที่เราจะสามารถเห็นและเลือกได้ว่า
อะไรเป็นสิ่งที่เราทำได้ในความควบคุมของเรา ในขอบเขตของเรา
อะไรเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม ความสามารถ ขอบเขตของเรา

.

.

.

จริงๆแล้ว หัวใจของฉันต้องการอะไร

. . .

ในความเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรมใด
ล้วนมีความต้องการพื้นฐานของหัวใจที่เหมือนกัน

. . .

ความรัก
ความเชื่อมโยงสัมพันธ์
การสัมผัสคุณค่าในตนเอง
การได้รับการยอมรับจากตนเองและผู้อื่น
ความสงบ
ความมั่นคงปลอดภัย
อิสระที่จะเลือกและเป็นตนเอง

. . .

ตอนนี้ อาหารใจเป็นอย่างไร
อันไหนที่เติมแล้ว
อันไหนที่พร่องไป

. . .

เป็นไปได้ไหม
ที่ฉันจะสามารถเติมใจของฉันเอง

. . .

โดยไม่ต้องรอให้อะไรๆภายนอกดีที่สุด
ไม่ต้องรอผู้อื่นอนุญาต
แต่เป็นการเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย
อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ

.

.

.

ทีนี้ ลองกลับมามองร่างกาย มองใจของเรา

เป็นอย่างไรบ้าง
สัมผัสบางอย่างในร่างกายได้ไหม
เป็นความสั่นไหว
ความอบอุ่น
ความหวัง
หรือสัมผัสอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสอะไร
ล้วนมีความหมาย

. . .

มีอะไรที่อยากบอก
อยากถาม
อยากขอบคุณตัวเราไหม
ไม่ว่าประโยคอะไร
ก็ไม่เป็นไรทั้งนั้น

. . .

ความหวังและ
การเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นได้เสมอ

. . .

บางการเปลี่ยนแปลงเกิดในระดับอนุภาคเล็กๆในใจ
ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะไม่มี
แต่ขึ้นกับว่า
เราเห็นมันไหม

. . .

นับจากนี้
ลองกลับมาคุยกับตนเองบ่อยๆนะ
ดูซิว่า
ใจของเรา
ร่างกายของเรา
อยากจะบอกอะไรเรา

 

หมวดหมู่ทั้งหมด

Net PAMA