บทสนทนากับใจตนเองสำหรับพ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่เข้าใจหัวใจตัวเองมากเท่าไหร่ จะยิ่งพาลูกไปได้มากเช่นกัน
บทสนทนากับใจตนเองสำหรับพ่อแม่
ยิ่งพ่อแม่เข้าใจหัวใจตัวเองมากเท่าไหร่ จะยิ่งพาลูกไปได้มากเช่นกัน
บทความโดยหมอพีช
ความลุ่มลึกของการบำบัดที่ผู้บำบัดจะพาผู้รับการบำบัดไปได้
จะขึ้นอยู่กับความลุ่มลึกที่ใจของผู้บำบัดเคยสัมผัส
และทำงานกับประสบการณ์นั้นในตนเอง
.
การสำรวจตนเอง
เข้าใจความเปราะบาง บาดแผล ด้านมืดของตนเอง
และทำงานคลี่คลายความขัดแย้งในใจตนเอง
เป็นสิ่งสำคัญมากของผู้บำบัด
.
แต่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบำบัดให้ลูก
เพราะบทบาท “พ่อแม่ของลูก” เป็นบทบาทที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้
.
หมอจึงอยากให้พ่อแม่ได้เป็นพ่อแม่
ที่มีความสุข เข้าใจหัวใจตนเอง เติมพลังใจตนเองได้มากกว่า
พ่อแม่ที่มีความสุข จะดูแลลูกให้มีความสุขได้
เหมือน “คนสวนที่แข็งแรง” จึงจะมีแรงดูแลต้นไม้ที่ชื่อว่า “ลูก” ได้
.
บทความในวันนี้ หมออยากให้เป็นการอ่านอย่างเกิดประสบการณ์กับตนเองหรือ experiential นะคะ
ในการอ่านจึงไม่ได้อ่านโดยใช้ความคิด
แต่ใช้การอ่านเป็น “เครื่องมือนำทางจิตใจ”
.
ในการสัมผัสประสบการณ์ข้างในร่างกาย
อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความต้องการที่แท้จริง ของตนเอง
สำรวจไปยังความทรงจำในอดีต
รวมทั้งร่องรอยของอดีตหรือบาดแผลที่ยังคงถูกกระตุ้นอยู่ในปัจจุบัน
.
ระหว่างอ่านอาจเกิดการสั่นไหวข้างใน
อาจมีทั้งจากความปิติ
หรือความเศร้า
ทั้งสองอย่างนี้มีความหมายค่ะ
วันนี้ หมออยากให้เป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่จะกลับมายัง “บ้าน” อีกหลัง
คือ “หัวใจ” ของพ่อแม่เองนะคะ
. . .
อยากให้ลองหาพื้นที่สงบ เก้าอี้สบายๆ อยู่กับตัวเอง
. . .
ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ ที่ได้คุยกับตัวเอง
. . .
อยากให้ลองวางจากบทบาทต่างๆในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็น
บทบาทพ่อแม่
บทบาทลูก
บทบาทพี่หรือน้อง
บทบาทหน้าที่การงาน
. . .
รวมถึง
บทบาทคนเก่ง
คนใจดี
คนเสียสละ
คนแบก
คนเข้าใจคนอื่น
คนปลอบโยนคนอื่น
. . .
บางครั้ง การเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
มันดูยากจัง
. . .
มีเงื่อนไขมากมายว่า
ควรเป็นแม่ที่เป็นอย่างนั้น
ควรเป็นพนักงานที่เป็นอย่างนี้
. . .
หากไม่เป็นอย่างนั้น
แปลว่าเราไม่มีคุณค่าหรือ
. . .
ความรักในตัวเองล่ะ
หากฉันทำสิ่งต่างๆไม่ได้ดีพอ
ฉันยังรักตัวเองได้อยู่ไหม
. . .
จริงๆแล้ว
ฉันต้องการอะไรกันแน่
. . .
หากไม่มีครอบครัวหรืองาน
ตัวตนของฉันคืออะไร
. . .
หรือจริงๆแล้ว
ฉันก็เป็นตัวฉัน
ฉันก็มีตัวฉัน
มาตั้งแต่เกิด
.
ฉันก็เป็น “มนุษย์คนหนึ่ง”
ที่มีคุณค่า
มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ไม่ต่างกับคนอื่น
.
ฉันสมควรได้รับความรัก
ทั้งจากตนเองและผู้อื่น
.
เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก
โดยไม่ได้ขึ้นกับว่า
ผู้อื่นจะมองหรือรู้สึกกับตัวฉันอย่างไร
.
ส่วนเงื่อนไขที่ว่า
ต้องดี ต้องเก่ง
จึงจะได้รับการยอมรับหรือได้รับความรัก
เป็นเพียงมุมมองหนึ่ง
ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง
. . .
บทบาทหรือตำแหน่งใดๆ
ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งกันภายหลัง
เหมือนกับ
เสื้อผ้าที่สวมตามโอกาส
. . .
แต่การยึดเสื้อผ้านั้นๆ
หลอมรวมว่า “เป็นตัวตนของฉัน”
เช่นฉันคืองาน งานคือตัวตนของฉัน
หรือบางครั้ง งานก็มีชื่อว่า การเลี้ยงลูก
. . .
ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
ในการสูญเสียตัวตนอื่นๆของตนเอง
. . .
ดังนั้น ลองกลับมาอยู่กับใจตนเองดูนะคะ
ลองถามใจตนเองดู
.
.
สวัสดีร่างกายของฉัน
. . .
ตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง
ปวดเมื่อยตรงไหนไหม
เรี่ยวแรงเป็นอย่างไร
. . .
หัวใจเต้นอยู่สินะ
ลองดูว่า เขากำลังเต้นอย่างไร เต้นรัวเลย หรือเต้นอย่างสงบ
. . .
ในหัว ตอนนี้มีอะไรไหม
อาจมีก้อนความคิดโน่นนี่ หรือความปวด หรือภาพฝันใดๆ
. . .
น้ำตาของฉัน
กำลังบอกอะไร
. . .
หลายๆครั้ง เราไม่รู้ตัวว่าเราคิดอะไร
ร่างกายนี่แหละ ช่วยส่งสัญญาณให้เรา
. . .
สัญญาณจากร่างกาย
แม้แต่อาการแพนิค
ก็กำลังช่วยบอกบางอย่างกับเรา
. . .
ขึ้นกับว่า
เราจะเห็นหรือเปิดใจกับมันอย่างไร
.
.
.
ความรู้สึกล่ะ
. . .
บางความรู้สึกอาจถูกมองว่าดี ถูกต้อนรับมากกว่า
เช่น สุข สงบ ผ่อนคลาย ภูมิใจ สนุก
. . .
บางความรู้สึก ถูกมองว่าไม่ดี ไม่น่าอภิรมย์
. . .
เป็นไปได้ไหมว่า
จริงๆแล้วมันกำลังช่วยเราเช่นกัน
. . .
ความเหนื่อย ความหมดแรง
บอกให้เราไปพัก
. . .
ความโกรธ
บอกให้เราปกป้องตนเอง
. . .
ความเครียด
บอกว่าเรากำลังคาดหวังบางอย่าง
. . .
ความน้อยใจ
บอกว่าเราต้องการความรัก
. . .
ความรู้สึกผิด
บอกเราว่าเรามีความตั้งใจดีบางอย่าง
. . .
ความเศร้า
บอกเราว่า จุดที่อยู่ตอนนี้ เริ่มไม่ไหวแล้ว
ต้องการการเปลี่ยนแปลงนะ
. . .
ความรู้สึกอาจมีมากกว่าหนึ่งอย่าง
รักและโกรธ
เครียดและเศร้า
. . .
เราอาจไม่ต้องเลือก
หรือปฏิเสธอันใดอันหนึ่ง
. . .
เพียงแค่ลองคุยกับแต่ละความรู้สึก
. . .
ตอนนี้ ความรู้สึกนี้
กำลังอยากบอกอะไรฉันนะ
.
.
.
ตอนนี้ ฉันกำลังคิดอะไรอยู่
. . .
คิดว่า ตนเองเป็นอย่างไร
คิดว่า คนรอบๆตัวเป็นอย่างไร
คิดว่า ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไร
. . .
หลายครั้ง ความเชื่อบางอย่าง
เป็นตัวขับเคลื่อน
มุมมอง ความรู้สึก และการตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เช่น
ความเชื่อว่า
การคุยกันช่วยให้เข้าใจกัน
ทำให้มองว่า หากไม่เข้าใจกัน ต้องถามกัน ต้องบอกกัน
. . .
บางความเชื่ออาจนำไปสู่ “กฎที่ไม่ยืดหยุ่น”
ที่ทำเพื่อปกป้องตัวเรา
เช่น ความเชื่อว่า
ความเห็นที่ต่างกันนำไปสู่จุดจบของความสัมพันธ์
อาจทำให้เราไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง
ไม่กล้าบอกความรู้สึกนึกคิด กลัวความขัดแย้ง
. . .
ทั้งที่จริงๆแล้ว
ความแตกต่างในตัวบุคคล
เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์
. . .
ความเชื่อบางความเชื่อ กฎบางกฎ
มีมาตั้งแต่วัยเด็ก
อาจเกี่ยวกับประสบการณ์ในครอบครัว
เช่น เชื่อว่า
ฉันไม่ดีเหมือนใคร
เกิดกฎว่า ฉันต้องพยายามให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ
แต่เท่าไหร่ล่ะ จึงจะพอ
. . .
เชื่อว่า ฉันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชื่นชอบอย่างใครเขา
เกิดกฎว่า
ฉันต้องเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขายังชอบฉัน
. . .
เชื่อว่า
ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันปกป้องตนเองไม่ได้
เกิดกฎว่า
ไม่ต้องทำอะไรหรอก ทำไปก็ไม่มีประโยชน์
. . .
บางทีมันเหนียวแน่น อยู่กับตัวเรามานาน
. . .
จนเราไม่ทันรู้ตัวเลยว่า
มีความเป็นไปได้อื่น
ในตัวเรา ในผู้อื่น ในโลกใบนี้
. . .
แล้วตัวเราล่ะ
อยากจะลองเชื่อในตัวเอง ในผู้อื่น ในโลกใบนี้
แตกต่างจากเดิมหรือไม่
. . .
หากเราลังเลที่จะเปลี่ยนความเชื่อ
มันไม่ได้แย่นะ
ความลังเลอาจกำลังปกป้องเราอยู่
ลองคุยกับความลังเลดูว่า
“อะไรที่เธอกลัว”
“ฉันจะช่วยเธอได้อย่างไร”
.
.
.
จริงๆแล้ว ฉันคาดหวังอะไรอยู่
. . .
ฉันคาดหวังให้ตัวเองเป็นอย่างไร
. . .
ฉันคาดหวังให้คนอื่นเป็นอย่างไร
เช่น
คู่ชีวิต ลูก พ่อ แม่ เพื่อนร่วมงาน
. . .
ฉันคิดว่าผู้อื่นคาดหวังอะไรกับฉัน
เช่น
อยากให้ฉันทำงานให้ดี
อยากให้ฉันเป็นคนเสียสละ
. . .
จริงๆแล้ว
ความคาดหวังปรารถนาดีกับเรา
อยากให้เราได้รับสิ่งที่ดี
อยากให้เรามีความสุข
. . .
เพียงแต่
ความคาดหวังที่ไม่ยืดหยุ่น
อาจทำร้ายเรา
เช่น
ความคาดหวังว่า ต้องเป็นแบบนั้นเท่านั้นจึงจะดี
ความคาดหวังกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว
ความคาดหวังว่า ผู้อื่นต้องเปลี่ยน ทุกสิ่งจึงจะดีขึ้น
. . .
เป็นไปได้ไหม
ที่เราจะปรับความคาดหวัง
ให้เหมาะกับตัวเรา กับผู้อื่น กับสถานการณ์
อย่างที่เป็นในปัจจุบัน
ไม่ต้องเร่งรีบ
. . .
เป็นไปได้ไหม
ที่เราจะสามารถเห็นและเลือกได้ว่า
อะไรเป็นสิ่งที่เราทำได้ในความควบคุมของเรา ในขอบเขตของเรา
อะไรเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุม ความสามารถ ขอบเขตของเรา
.
.
.
จริงๆแล้ว หัวใจของฉันต้องการอะไร
. . .
ในความเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรมใด
ล้วนมีความต้องการพื้นฐานของหัวใจที่เหมือนกัน
. . .
ความรัก
ความเชื่อมโยงสัมพันธ์
การสัมผัสคุณค่าในตนเอง
การได้รับการยอมรับจากตนเองและผู้อื่น
ความสงบ
ความมั่นคงปลอดภัย
อิสระที่จะเลือกและเป็นตนเอง
. . .
ตอนนี้ อาหารใจเป็นอย่างไร
อันไหนที่เติมแล้ว
อันไหนที่พร่องไป
. . .
เป็นไปได้ไหม
ที่ฉันจะสามารถเติมใจของฉันเอง
. . .
โดยไม่ต้องรอให้อะไรๆภายนอกดีที่สุด
ไม่ต้องรอผู้อื่นอนุญาต
แต่เป็นการเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย
อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ
.
.
.
ทีนี้ ลองกลับมามองร่างกาย มองใจของเรา
เป็นอย่างไรบ้าง
สัมผัสบางอย่างในร่างกายได้ไหม
เป็นความสั่นไหว
ความอบอุ่น
ความหวัง
หรือสัมผัสอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสอะไร
ล้วนมีความหมาย
. . .
มีอะไรที่อยากบอก
อยากถาม
อยากขอบคุณตัวเราไหม
ไม่ว่าประโยคอะไร
ก็ไม่เป็นไรทั้งนั้น
. . .
ความหวังและ
การเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นได้เสมอ
. . .
บางการเปลี่ยนแปลงเกิดในระดับอนุภาคเล็กๆในใจ
ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะไม่มี
แต่ขึ้นกับว่า
เราเห็นมันไหม
. . .
นับจากนี้
ลองกลับมาคุยกับตนเองบ่อยๆนะ
ดูซิว่า
ใจของเรา
ร่างกายของเรา
อยากจะบอกอะไรเรา