window.dataLayer = window.dataLayer || []; function gtag(){dataLayer.push(arguments);} gtag('js', new Date()); gtag('config', 'G-HT69D45H8X');

'เราสามารถซ่อมแซมความไว้ใจได้' :) - ข้อคิดดี ๆ จากราชาบีเวอร์สุดน่ารักจาก 'Hoppers (เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์)

เมื่อ 1 เดือนที่แล้ว

เวลาใครสักคนทำให้เรารู้สึก 'ไม่ไว้ใจ' - ความรู้สึกนี้ มันมีอิทธิพลต่อมุมมองและความรู้สึกที่เรามีต่อคน ๆ นั้นไม่น้อยเลย

หรือถ้าเราดันไปทำให้ใครสักคน 'ไม่ไว้ใจ' - มันก็อาจทำให้เรารู้สึกผิดต่อคน ๆ นั้นมาก ๆ จนทำให้เราเลือกตัดสินใจห่างเหินกับคน ๆ นั้น ทั้งที่ในใจเราอาจไม่อยากทำแบบนั้นเลยก็ตาม

.

'ความเชื่อใจ (Trust)' ถือว่าเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการคงความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ เพราะมันคือฐานที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกปลอดภัย จนทำให้เราสามารถกล้าเสี่ยง กล้าลอง กล้าเปิดเผยตัวตนของเราอย่างเต็มรูปแบบ กลายเป็น connection ที่พอนานเข้าก็กลายเป็นหล่อเลี้ยงชีวิตของต่างฝ่าย ทำให้เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสุข ความรัก หรือทำให้เรารู้สึกมีความหมายต่อการใช้ชีวิต

.

แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ มันก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความเชื่อใจก็อาจเป็นสิ่งที่ sensitive ได้เหมือนกัน ที่เมื่อบางทีเราดันเผลอทำให้สิ่งนี้แตกร้าว มันก็ยากเหมือนกันที่เราจะผสานรอยร้าวของความเชื่อใจนี้ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือในมุมกลับกันหากมีใครดันมาทำให้ความไว้ใจเราแตกร้าว มันก็ยากเหมือนกันที่เราจะกลับมาให้อภัย หรือซ่อมแซมให้ความไว้ใจนั้นกลับมาเป็นเหมือนเดิม

.

ความรู้สึกนี้อาจเป็นสิ่งที่พวกเราชาวผู้ปกครองบางท่านอาจเคยเจอเช่นกัน เพราะในวันที่เรากลายเป็นผู้ทำลายความเชื่อใจของลูกโดยไม่รู้ตัว มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีเราก็ 'ไม่รู้' จริง ๆ ว่าควรจะต้องทำอย่างไร หรือก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเราก็เป็นมนุษย์ที่โกรธ ไม่พอใจ หรือหงุดหงิดได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะให้กระทบกับความเชื่อใจของลูกเลย หรือในมุมกลับกัน ในวันที่ลูกดันทำให้เราต้องช็อคจากที่เราให้ความไว้ใจเขาไปเต็มเปี่ยม บางทีมันก็อาจยากสำหรับเราเหมือนกันที่จะจัดการความรู้สึกนี้ข้างใน เพื่อทำให้เราสามารถกลับไว้ใจและให้อภัยเขาได้จริง ๆ ถึงแม้ว่าพวกเราจะรักลูกมาก ๆ อยู่แล้วก็ตาม

.

แต่ถึงแม้ว่าความเชื่อใจจะเป็นสิ่งที่ sensitive และยากต่อการรักษามากเพียงใด ราชาบีเวอร์สุดน่ารักและใจกว้างอย่างจอร์จ (George) จะคอยสร้างความหวังและยืนยันให้กับเราว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถ "ซ่อมแซม" ได้เสมอ เพราะความเชื่อใจก็เหมือนเขื่อนที่สามารถมีโอกาสรั่วได้อยู่ตลอด แต่ค่อย ๆ เอากิ่งไม้ขอนไม้ หรือก้อนดินโคลนมาปะเติมเพื่ออุดรอยนั้น เพื่อค่อย ๆ ฮีลความเชื่อใจนี้กลับมาได้เสมอ ทำให้เขากับเมเบลตัวเอกของเรื่องสามารถกลับมาเป็นเพื่อนด้วยกันอีกครั้ง

.

ซึ่งจอร์จและเมเบลทำอย่างไรถึงสามารถจัดการตัวเองและซ่อมแซมความเชื่อใจได้สำเร็จ เราลองมาดูกันเลย!

.

[เนื้อหาส่วนนี้มีการสปอยล์]

หลังจากที่เมเบล วัยรุ่นสาววัย 19 ผู้รักธรรมชาติและต้องการจะรักษามันอย่างถึงที่สุดจนเกลียดพวกมนุษย์ที่ชอบทำลายธรรชาติเข้าไส้ ได้ transfer ตัวเองเข้ามาใช้ชีวิตในร่างหุ่นยนต์บีเวอร์เพื่อโน้มน้าวเหล่าบีเวอร์นี้ไปสร้างเขื่อนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติในบึงหลังบ้านสุดที่รักของเธอกับคุณยายเพื่อยับยั้งการสร้างทางด่วนแล้ว สถานการณ์กลับกลายเป็นวุ่นวายและสร้างเรื่องสร้างราวไม่น้อย เพราะเธอดันไปพูดแทรกระหว่างที่จอร์จกำลังเจรจาเพื่อช่วยเธอรักษาเขื่อน จนกลายเป็นการพูดโน้มน้าวจนปลุกความโกรธของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ จนทำให้พวกมันอยากจะเอาคืนมนุษย์ที่คอยรุกรานชีวิตธรรมชาติของพวกเขาด้วยการจัดการมนุษย์แทน หลังจากที่ราชาบีเวอร์จอร์จพยายามที่จะเจรจากับพวกสัตว์น้อยใหญ่เพื่อหวังเพียงแค่จะช่วยเมเบลกอบกู้บึงหลังบ้านโดยไม่ทำร้ายใครเพียงเท่านั้น สิ่งนี้เลยทำให้จอร์จถูกขับไล่และแอนตี้จากเหล่าสัตว์ที่กำลังโกรธแค้นเหล่ามนุษย์ และถูกปลดจากการเป็นราชา ทำให้ชีวิตของเขายิ่งอยู่ยากไปมากกว่าเดิม

.

จอร์จรู้สึกเสียใจและโกรธเมเบลที่ไม่ยอมปล่อยให้เขาเจรจากับเหล่าพวกสัตว์ด้วยตัวเอง สิ่งนี้เลยทำให้เมเบลรู้สึกผิดกับตัวเองมาก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แม้ในทุกครั้งมันจะเกิดมาจากความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่เธอคิดว่าถูกต้องก็ตาม

.

"ฉันเข้าใจนะว่าบึงหลังบ้านมันสำคัญกับเธอมาก แต่นี่มันไม่โอเคมาก ๆ เลยนะ ทำไมเธอถึงไม่ยอมปล่อยให้ฉันจัดการพูดกับสัตว์พวกนั้นด้วยตัวเอง" จอร์จถามเมเบลด้วยความโมโห

.

"เพราะฉันเบื่อกับการรู้สึกแบบนี้มาก ๆ เลยน่ะสิ!"

"แบบ..ความรู้สึกที่ทุกอย่างมันกำลังจะพังลงแต่ฉันไม่สามารถทำอะไรสักนิดได้เลย หรือ ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย แล้วฉันดันทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำ"

"ฉันเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องยืนหยัดเพื่อสิ่งนี้ด้วยตัวคนเดียว ทำไมถึงไม่มีใครสนใจเลย"

.

ความรู้สึกสะสมที่เมเบลเผชิญมาตลอดหลายปีกับการต่อสู้เพื่อรักษาธรรมชาติและสัตว์น้อยใหญ่ที่เธอรัก ค่อย ๆ พรั่งพรูออกมาต่อหน้าจอร์จ ทำให้เราในฐานะคนดูเข้าใจขึ้นมากเลยว่าสาเหตุที่เมเบลดันทำสิ่งนั้น มันเป็นเพราะเธอต้องเจอกับคนที่ไม่สนใจเธอมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งสิ่งนั้นมันยิ่งขับเคลื่อนทำให้เธออยากยิ่งเสียงดังมากขึ้น อยากอธิบายให้คนเข้าใจถึงความสำคัญของมันมากขึ้น จนทำให้มันระเบิดออกมาและขับเคลื่อนให้เธอทำสิ่งที่ต่าง ๆ โดยไม่ทันคิด หรือหากมองในอีกมุมหนึ่ง มันก็อาจค่อย ๆ บ่มเพาะความ 'ไม่เชื่อใจ' ของเธอที่มีต่อคนอื่น ทำให้เธอเลือกที่จะลุยเดี่ยวแม้ว่ามันจะเหนื่อยมาก ๆ ก็ตาม 

.

เมื่อจอร์จได้ยินอย่างนั้น สิ่งที่เขาเลือก take action ต่อเรื่องนี้มัน simple มากเลยค่ะ เพราะจอร์จเลือกที่จะเข้าไป 'กอด' เมเบลทันที พร้อมกับบอกว่าเขาจะช่วยเธอกอบกู้บึงหลังบ้านนั้นเอง เพราะสิ่งที่เมเบลให้ความสำคัญก็คือสิ่งที่เขาให้ควาสำคัญเช่นกัน

.

ซึ่งชอตนั้นเมเบลในร่างบีเวอร์ก็ค่อนข้างช็อคพอสมควรเลย เพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้รับความเชื่อใจจากจอร์จได้อีกจากที่เธอทำลายอะไรหลายอย่างของเขาไปมากมาย

.

"ความเชื่อใจก็เหมือนเขื่อนนั่นแหละ มันจะมีรั่วบ้างเป็นปกติ แต่มันคือหน้าที่ของเราที่จะต้องซ่อมแซมมันใหม่" จอร์จกล่าว

.

#การซ่อมแซมความไว้ใจต้องมาจากการร่วมใจกันของทั้งสองฝ่าย

จากเรื่องทั้งหมดนี้ เราอาจเห็นได้ว่าความเชื่อใจมันก็อาจสามารถสร้างใหม่ได้จริง ๆ แต่มันก็อาจต้องมาจากการร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายในการซ่อมแซม ถ้าสถานการณ์นี้เปลี่ยนไปเป็นจอร์จไม่เอาด้วย มิตรภาพของเมเบลและจอร์จก็อาจยังไม่ถูกซ่อมแซมเร็วเหมือนในหนังก็เป็นได้

.

เพราะฉะนั้น ในวันที่เราดันกลายเป็นผู้ทำลายความเชื่อใจ แล้วอีกฝ่ายยังพร้อมที่จะไปด้วย มันก็เข้าใจได้ว่าความสัมพันธ์มันอาจซ่อมแซมได้ช้าหน่อย แต่มันไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์นี้ยังคงสึกกร่อนเพราะเราที่พยายามไม่มากพอ แต่เพราะอีกฝ่ายเขายังไม่พร้อมที่จะไปด้วยกับเราเช่นกัน สิ่งนี้อาจช่วยทำให้เราลดการ 'โทษตัวเอง' ที่ส่งผลเสียมากกว่าส่งผลดีต่อเราได้มากขึ้น

.

#บอกกล่าวความรู้สึกอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ดันทำร้ายความเชื่อใจโดยไม่รู้ตัว สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่เมเบลทำแล้วอาจช่วยให้จอร์จกลับมาซ่อมแซมความไว้ใจนั้นอีกครั้ง คือการที่เธอยอมพูดถึงความคิดและความรู้สึกของเธอออกมาอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิดที่เธอทำให้จอร์จต้องลำบาก หรือความรู้สึกเหนื่อยใจที่ไม่มีใครสนใจเธอ ความจริงใจนี้นี้คงอาจทำให้จอร์จสัมผัสได้ถึงความหนัก ความเหนื่อย หรือความเปราะบางในตัวเมเบล และอาจช่วยทำให้เขาเห็นใจและเข้าใจถึงสิ่งที่เธอทำมากขึ้น

.

การแสดงความจริงใจในความรู้สึก หรือการแสดงออกถึงความเปราะบางที่ relate กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เลยอาจเป็นสิ่งที่เราในฐานะผู้ปกครองสามารถทำได้ เพื่อทำให้ลูกเข้าใจถึงเจตนาของเรามากขึ้น และเทคนิคการสื่อสารด้วย i-message จาก www.netpama.com ก็อาจมาเสริมทำให้เราสามารถสื่อถึงความคิดความรู้สึกของเราให้ชัดเจนได้มากขึ้นเช่นกัน 

.

#สร้างพื้นที่ที่อบอุ่นและปลอดภัย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกอาจเผลอทำลายความเชื่อใจ เช่น พูดโกหก แม้ว่าในกรณีนี้เราต่างก็พร้อมที่จะให้อภัยและทำความเข้าใจลูกอยู่เสมอ แต่บางคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่ลูกดันตัดสินใจเหินห่าง หรือถอยห่างจากความสัมพันธ์นี้มากขึ้นหลังจากที่เขาดันทำลายความเชื่อใจไป เพราะเขาคงรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำมาก ๆ จนไม่กล้าสู้หน้าเรา

.

"การสร้างพื้นที่ที่อบอุ่นและปลอดภัย" เป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาใช้ได้กับกรณีนี้ เหมือนกับที่จอร์จโผเข้ากอดเมเบลและพูดให้เธอเข้าใจว่าเขาพร้อมให้อภัยและช่วยเหลือเธอเพราะเธอสำคัญสำหรับเขา เพราะสิ่งนี้จะช่วยทำให้ลูกจัดการความรู้สึกผิดในตัวเองได้มากขึ้น เพราะพ่อแม่เข้าใจและให้อภัยเขา ทำให้ความเชื่อใจค่อย ๆ กลับมา ซึ่งหากใครสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยนี้ สามารถเข้ามาศึกษาต่อได้ฟรีที่ www.netpama.com เช่นกัน

.

หรือในอีกมุม ถ้าบางทีมันปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ลูกทำส่งผลต่อความรู้สึกไม่ไว้ใจจริง ๆ การ #ค่อย ๆ รับฟัง เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงโกหก คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถทำได้ไปพร้อม ๆ กับการสร้างพื้นที่ที่อบอุ่นและปลอดภัย เพราะส่วนตัวเชื่อลึก ๆ คิดว่าการโกหกคงไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีเหตุจำเป็นต้องทำ การที่เราเข้าใจถึงความจำเป็นบางอย่างเลยอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การแก้ไขได้เช่นกัน และหากผู้ปกครองท่านใดสนใจศึกษาเรื่องการรับฟังเพิ่มเติม สามารถศึกษากันได้ฟรีเช่นกันที่ www.netpama.com

หมวดหมู่ทั้งหมด

Net PAMA