window.dataLayer = window.dataLayer || []; function gtag(){dataLayer.push(arguments);} gtag('js', new Date()); gtag('config', 'G-HT69D45H8X');

เมื่อการยอมรับในตัวตนที่แท้จริง....คือขุมพลังที่แข็งแกร่งของเรา! - ถอดบทเรียนจากการ "ยอมรับความเป็นตัวเรา" จากซีรีส์ Stranger Things

เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

เมื่อการยอมรับในตัวตนที่แท้จริง....คือขุมพลังที่แข็งแกร่งของเรา! - ถอดบทเรียนจากการ "ยอมรับความเป็นตัวเรา" และอิทธิพลของคนรอบตัวที่ส่งผลต่อการยอมรับในตัวเองและการ coming out จาก Will Buyers ใน Stranger Things Season 5: The Sorcerer

""Will has powers!" - นี่เป็นหนึ่งในประโยคยอดฮิตจากปีที่แล้ว ก่อนที่ซีรี่ย์ยอดฮิตในตำนานจากเน็ตฟลิกส์อย่าง "Stranger Things (สเตรนเจอร์ติงส์)" จะปิดฉากไปอย่างเป็นทางการ ซึ่งนอกจากเรื่องราวในตอนจบของซีรี่ย์จะงดงามมาก ๆ แล้ว หนึ่งฉากที่ทำให้หลายคนประทับใจไปตาม ๆ กัน ก็คงหนีไม่พ้นฉากที่น้องวิล ไบเยอร์ส (Will Buyers) ลูกชายคนเล็กของครอบครัวไบเยอร์ส กลายเป็นหนึ่งในมนุษย์อีกคนที่สามารถ convert เซนส์ของตนเองที่สามารถรู้ความคิดความอ่านของวายร้ายอย่างเว็คน่า (Vecna) เปลี่ยนแปรกลายเป็นพลังที่สามารถใช้ต่อกรกับวายร้ายคนนี้ได้ไม่ต่างจากอีเลเว่น (Eleven) เลย
.
แต่นอกจาก #คุณนายข้าวกล่อง จะเป็นอีกหนึ่งในผู้คนที่ตื่นเต้นกับฉากนี้สุด ๆ แล้ว กระบวนการกว่าที่วิลล์จะสามารถมีหรือควบคุมพลังได้นั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจมากเช่นกัน เพราะมันคือเรื่องราวของการที่วิลค่อย ๆ ทำความเข้าใจและยอมรับในตัวตนเองในทุกมิติ รวมถึงเรื่องของรสนิยมทางเพศของตนเองด้วยเช่นกันว่าเขาเป็น homosexual หรือชอบเพศเดียวกัน ซึ่งนั่นก็ส่งผลทำให้เขาไม่ถูก 'บงการได้ง่าย ๆ' จากเว็คน่า และสามารถควบคุมการใช้พลังของตนเองได้ในที่สุด

.

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิทธิพลของคนรอบข้าง โดยเฉพาะคุณแม่จอยส์ ไบเยอร์ส (Joyce Buyers) ก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อกระบวนการการยอมรับตัวคนนี้เช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้คิดว่าสามารถเป็นสิ่งที่ชาวผู้ปกครองอย่างเราสามารถนำไปขบคิดและประยุกต์ใช้ต่อได้เหมือนกันว่าเราควรซัพพอร์ตลูกอย่างไรเพื่อทำให้เขาสามารถไปถึงจุดนั้นได้อย่างภูมิใจในตัวเองที่สุด ซึ่งหากใครกำลังสนใจอยู่ สามารถอ่านต่อกันได้เลย

.

วิล ไบเยอร์ส (Will Buyers) เป็นลูกชายคนเล็กของจอยส์ ไบเยอร์ส (Joyce Buyers) แม่หม้ายลูกสองสุดสวยและมีเสน่ห์ แต่ก็มีความหวงแหนและเป็นห่วงลูกมากไม่น้อย โดยเฉพาะวิล หลังจากที่ในซีซั่นแรกที่เขาโดนเหล่าปีศาจเดโมกอร์กอน (Demogorgon) จับไปที่โลกกลับด้าน (The Upside Down) ทำให้ตั้งแต่นั้นเธอก็จับตาดูอยู่กับลูกของเธอแทบจะตลอดเวลา รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกทำอะไรที่เสี่ยงต่ออันตรายทั้งหมด ทำให้ลึก ๆ แล้ววิลมักจะรู้สึกอึดอัดอยู่ข้างในใจอยู่ตลอด และเริ่มไม่ค่อยกล้าออกไปทำอะไรที่อยากทำ หรือพูดอะไรที่อยากพูด วิลเลยดูเหมือนเป็นคนที่อ่อนที่สุดหากเทียบกับบรรดาแก๊งเพื่อนสุดเนิร์ดและบ้าบิ่นอีกสามคนที่ไปร่วมกอบกู้โลกจากมหันตภัยสุดแปลกและโหดเหี้ยมที่มาจากโลกกลับด้าน แถมพอยิ่งผนวกกับเซนส์สุดประหลาดที่วิลได้รับหลังจากได้ถูกกอบกู้มาจากโลกกลับด้าน  ที่แม้ว่าจะทำให้เขาเซนส์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตจากการกระทำของเหล่าปีศาจในโลกกลับด้านได้ แต่นั่นก็ทำให้เขาดูเป็นคนที่อ่อนแอ เพราะเซนส์ที่เขาได้รับก็ดันกลายเป็นพลังที่ทำลายร่างกายและจิตใจของเขาอยู่หลายครั้งเช่นกัน เพราะเว็คน่าก็ได้พยายามใช้พลังนี้ควบคุมเขาด้วยการพยายามพูดให้เขารู้สึกแย่ในตัวเอง ผ่านการพูดให้ร้ายให้เขารู้สึกผิดและเจ็บปวดมากขึ้นจนจิตใจอ่อนแอจนทำให้เขาสามารถควบคุมวิลได้มากขึ้น สิ่งนี้เลยทำให้นอกจากคุณแม่ของเขาจะเป็นห่วงแล้ว เพื่อน ๆ ของเขาเองก็เป็นห่วงเขาด้วยเช่นกัน และก็มักเริ่มมีพฤติกรรมคล้าย ๆ คุณแม่ที่พยายามปกป้องวิลมากจนเกินไป ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดและตอกย้ำว่าเขาอ่อนแอมากขึ้นเข้าไปอีก

.

ความอึดอัดจากการที่ทุกคนล้วนเป็นห่วงทำให้วิลเริ่มมองตัวเองว่าเป็นคนอ่อนแอ และมักเก็บอะไรไว้ข้างในของตนเองเสมอ ซึ่งนั่นก็รวมถึงความรู้สึกที่เขามีต่อเพื่อนสนิทอย่างไมค์ วีลเลอร์ (Mike Wheeler) ด้วย ที่ดันไม่ใช่แค่ความรู้สึกสนิทอย่างเพื่อน แต่เป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อน ซึ่งนั่นเลยยิ่งทำให้วิลรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นมากขึ้นไปอีก แถมทำให้เขาต้องมานั่งอกหักคนเดียวอย่างทรมานใจมาก ๆ ด้วยเมื่อรู้ว่าไมค์ดันมีใจให้กับอีเลเว่น

.

แต่เรื่องราวนั้นกลับเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้มาพบกับร้อบบิ้น บักลีย์ (Robin Bukley) เพื่อนสาวสุดสนิทของสตีฟ แฮร์ริงตั้น (Steve Harrington) ที่นอกจากเธอจะช่วยช่วยสนับสนุนความสามารถในเซนส์พิเศษของเขา ทำให้วิลเริ่มมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้นและตัดสินใจที่จะ 'แหกกฎคุณแม่' เพื่อทำให้สิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องแล้วนั้น ตัวเธอเองก็ดันมีรสนิยมทางเพศที่ชอบเพศเดียวกันเหมือนกับวิล สิ่งนี้เลยยิ่งทำให้เขาเปิดใจกับร้อบบิ้นมากขึ้น และเล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้เธอฟังมากมายแบบที่ไม่เคยเล่ากับใครที่ไหนแบบนี้มาก่อน

.

ร้อบบิ้นได้เล่าว่าเธอรู้ว่าเธอชอบผู้หญิงมาตั้งแต่ช่วงม.สาม แต่เธอก็กลัวมากว่าคนที่เธอแอบชอบจะไม่สามารถยอมรับในตัวตนที่เธอเป็นได้ เธอเลยเก็บงำความลับนี้ไว้ จนกระทั่งเธอก็ต้องอกหักเพราะสตีฟ เพื่อนสนิทของเธอในปัจจุบันที่ในอดีตนั้นคือชายศัตรูตัวฉกาจของเธอมาจีบสาวที่เธอแอบชอบคนนั้นและเธอดันรับรักเขา ร้อบบิ้นเล่าว่าเธอเสียใจมากจนเกรดตก รวมโดนครอบครัวกักบริเวณและให้ทำงานบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ 

.

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับเทปวีดีโดเกี่ยวกับหนังที่เธอทำสมัยเด็ก เธอเลยฉายมันดูในจอโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่ในบ้านและทำให้เธอระลึกได้ว่าวัยเด็กของเธอนั้นสดใส ไร้ความกังวล เป็นอิสระ และรักตัวเองมากเพียงใด นั่นเลยทำให้ตระหนักรู้ว่าจริง ๆ แล้วเธอกำลังขวนขวายหาการยอมรับจากคนอื่นเพื่อทำให้ยอมรับในตนเองได้ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วเธอไม่จำเป็นต้องรอการยอมรับนี้จากคนอื่นเลย เพราะเธอก็สามารถเป็นผู้หญิงคนนั้นที่ไร้ความกังวลและรักตัวเองได้เหมือนกับเธอในวัยเด็กคนนั้นได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน สิ่งที่เธอต้องทำก็คือเพียงแค่กล้าอ้าแขนยอมรับตัวตนของเธอทั้งหมดที่แท้จริงนั้นอย่างอย่างอ่อนโยน และเลิกกลัวที่จะเป็นตัวเองเสีย ซึ่งเธอค้นพบว่ามันทำให้เธอรู้สึกโล่งและสบายใจมาก

.

คำพูดของร้อบบิ้นช่วยปลดล็อคสิ่งในใจของวิล จากที่ก่อนหน้านี้ที่เขากลัวการเป็นตัวเอง กลัวที่จะทำอะไรหรือพูดอะไรตามความคิดหรือความรู้สึกของตัวเอง และโดนครอบงำจากเว็คน่าด้วยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ มันทำให้เขาเริ่มกล้าที่จะต่อสู้กับเสียงในหัวที่มาจากการบงการของเว็คน่ามากขึ้น มันทำให้เขาเริ่มหันหลังกลับไปสัมผัสความรักที่เขาได้รับจากคุณแม่ พี่ชาย รวมถึงพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน ทำให้เขากลับไปนึกถึงตัวเองในวัยเด็กผ่านหนังฟิล์มที่พี่ชายชอบถ่าย ที่ทำให้เขาเห็นถึงตัวตนของตัวเอง ที่อาจเป็นคนเงียบ ๆ หน่อยแต่ชอบวาดรูป มีความรู้สึกที่ดี (และอาจมากกว่าเพื่อน) ต่อไมค์ รวมถึงเป็น 'พ่อมด' ผู้สามารถมีพลังพิเศษที่เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ และสามารถช่วยคนที่รักได้ สิ่งนี้เลยทำให้วิลสามารถเปลี่ยนแปรเซนส์ที่ตนเองมีอยู่ กลายมาเป็นพลังในการต่อกรกับเว็คน่าและเหล่าปีศาจเดโมกอร์กอนได้ในที่สุด

.

ซึ่งนั่นทำให้คุณแม่จ้อยส์ ตื้นตันใจและภูมิใจในลูกของเธอมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เธอเห็นว่าเธอประเมินศักยภาพของลูกเธอต่ำไปมาโดยตลอดจริง ๆ ซึ่งนั่นทำให้เธอเสียใจมากเช่นกัน เธอจึงได้ขอโทษวิล และกลับมาพยายามซัพพอร์ตให้ลูกได้ทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้นแบบที่ไม่เป็นห่วงลูกจนเกินไป 

.

ซึ่งหลังจากนั้น วิลก็ได้ท้าทายความคิดความเชื่อของตนเองที่มีต่อผู้คนรอบตัวมากขึ้นเพื่อทลายข้อจำกัดของพลังที่เขามี โดยเขาได้ตัดสินใจ 'come out' หรือเปิดเผยรสนิยมทางเพศของเขาต่อเพื่อน ๆ ทุกคน เพราะเว็คน่าเคยโชว์ให้เขาเห็นว่าหากเขาเปิดเผยความลับนี้ออกไปผู้คนที่เขารักจะไม่เข้าใจและหนีออกห่างจากเขาไปเรื่อย ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าวิลจะรู้ว่าเว็คน่าจะทำด้วยความประสงค์ร้าย แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหรือไม่

.

ซึ่งหากลองจินตนาการในบริบทของซีรี่ย์ยุค 80 มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ ที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจเพราะมันคือเรื่องใหม่ และอาจโดยกีดกันหรือทำให้รู้สึกแปลกแยกจากสังคมได้ง่าย ๆ หรือแม้กระทั่งในบริบทสังคมปัจจุบันที่ถึงแม้เรื่องของความหลายหลายทางรสนิยมทางเพศจะเปิดกว้างมากขึ้น การ come out นี้ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน และการโดนสังคมส่วนใหญ่กีดกันก็ยังเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่จริง ๆ เพราะนอกจากมันจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวแล้ว มันก็อาจปิดกั้นการใช้ชีวิตของเรา ทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่สุดเพราะไม่สามารถแสดงออกความเป็นตัวเราได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็อาจสร้างความน่าหงุดหงิดและน่ารำคาญได้ไม่น้อย

.

"พื้นที่ปลอดภัย การเปิดรับ และการยืนยันถึงความรักและความผูกพันที่มีต่อกัน" จึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยเอื้อให้คน ๆ หนึ่งสามารถกล้าที่จะ come out หรือเป็นตัวเองได้มากขึ้นจริง ๆ ซึ่งพื้นที่ปลอดภัยใน ณ ที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรู้สึกเห็นด้วยหรือคล้อยตามจนทำให้เราไม่เป็นตัวเองเหมือนกัน แต่มันคือการเป็นพื้นที่ที่อบอุ่น เปิดรับ และยังคงอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอถึงแม้ว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แม้ว่าในบางอย่างเราอาจชอบ หรือไม่ชอบเท่าไหร่ก็ตาม แต่เพราะนั่นยังคงเป็นเขาเลยทำให้เรายังคงรักและอยากคงความสัมพันธ์เฉกเช่นนี้กับเขาอยู่เช่นเดิม ซึ่งในเคสนี้วิลก็ได้รับมันจริง ๆ จากทั้งคุณแม่ พี่ชาย และพี่น้องผองเพื่อนทุกคน

.

เพราะหากมองในอีกมุม มนุษย์เราก็เต็มไปด้วยความหลากหลายโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะตั้งแต่เรื่องรูปลักษณ์หน้าตา ความสูง หุ่น ทรงผม การแต่งหน้าแต่งตัว ไปจนถึงเรื่องของนิสัย ทัศนคติ ความเชื่อ และสิ่งที่ให้คุณค่า การได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายในรูปแบบใหม่จึงเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงในความหลากหลายก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน 

.

ความหลากหลายทางเพศเลยเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและมีรูปแบบเฉพาะตัวที่กลายเป็น input ใหม่สำหรับเราได้ และแต่ละคนก็สามารถมีความซีเรียสกับมันมากน้อยได้แตกต่างกัน ส่วนตัวเลยมองว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และสามารถเป็นเรื่องที่ sensitive มากสำหรับบางคนได้เช่นกัน รวมถึงเราก็มีสิทธิสามารถถามเขาได้เช่นกันเพื่อทำให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งนี้สำหรับเขามากขึ้น รวมถึงได้รู้ถึงวิธีการปฏิบัติตัวว่าเรา approach เรื่องนี้กับเขาอย่างไรที่ทำให้เขาไม่รู้สึกลำบากใจ เพื่อช่วย encourage ให้เขาสามารถเป็นตัวเองเมื่ออยู่กับเราได้มากที่สุด 

.

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคนนั้นเป็นคนที่เราแคร์......ยังไงเขาก็ยังเป็นคนที่เราแคร์ยังวันยังค่ำ แม้ว่าเวอร์ชั่นของเราและเขาจะเปลี่ยนไปแล้วกี่เวอร์ชั่นแล้วก็ตาม :)

หมวดหมู่ทั้งหมด

Net PAMA