ลูกขี้อาย ไม่ค่อยกล้าเข้าสังคม พ่อแม่ช่วยยังไงได้บ้าง?
ลูกขี้อาย…เปิดเทอมนี้ลูกจะมีเพื่อนไหม
มาเข้าใจลูกและเรียนรู้สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้กันค่ะ
บทความโดยหมอพีช
สำหรับเด็กบางคน การพบเจอคนใหม่ๆอาจเป็นเรื่องธรรมดา หรือน่าตื่นเต้น
สำหรับเด็กบางคน อาจเป็นสิ่งท้าทาย
ความขี้อายจริงๆแล้วไม่ได้แบ่งเป็นปกติหรือผิดปกติที่ขาดจากกันชัดเจน แต่เป็นการไล่ระดับ (Spectrum) จากพื้นอารมณ์ปกติของเด็กแต่ละคนซึ่งมีความหลากหลายไปยังระดับที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจนถึงระดับโรคทางคลินิก
- Shyness temperament (เด็กขี้อาย)
เด็กที่พื้นอารมณ์ขี้อายมักรู้สึกเขิน ระมัดระวัง ใช้เวลาปรับตัวเมื่อเจอผู้คนใหม่ๆ
โดยช่วงแรกอาจยังไม่กล้าพูดคุยหรือเข้าหา แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วเด็กจะเล่น พูดคุยด้วยได้
** ความขี้อายเป็นบุคลิกภาพปกติ ไม่ใช่โรค เด็กที่ขี้อายจะยังไปเรียน มีเพื่อน ปรับตัวได้เมื่อคุ้นเคย - Behavioral inhibition (BI หรือภาวะยับยั้งพฤติกรรม)
เด็กที่พื้นอารมณ์ยับยั้งสูง เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ๆ ได้แก่
- สถานที่หรือกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การเข้าห้องเรียนใหม่ การไปเรียนว่ายน้ำครั้งแรก
- กิจกรรมที่มีคนดูเยอะๆ เช่น การแสดงละครหน้าเวที
- สถานที่ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสใหม่ๆมากเกินไป เช่น เสียงดัง คนเยอะ
เด็กจะระแวดระวังสูง ร่างกายรู้สึกเหนื่อยท่วมท้นได้ง่าย ถอยหนี เกาะติดพ่อแม่
** แม้ว่า BI อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรควิตกกังวล แต่จากสถิติของ Annual Review of Clinical Psychology ปี 2021 ระบุว่า เด็ก 60% ที่มี BI ไม่ได้เป็นโรควิตกกังวล - Anxiety disorder (โรควิตกกังวล)
ความกังวลของเด็กจะเรียกว่าโรควิตกกังวลก็ต่อเมื่อ
- ความกังวลมีมากเกินไปจนเด็กรู้สึกไม่มีความสุข
- ความกังวลมากเกินกว่าวัย
- อาการเกิดต่อเนื่อง ไม่ได้หายไปหลังพ้นช่วงปรับตัว
- ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การเข้าสังคม
** ควรเข้ารับการประเมินกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือนักจิตวิทยาเด็ก โดยการรักษาลำดับแรกจะเป็นการทำจิตบำบัดเพื่อช่วยลดความกังวล การทำงานร่วมกับครอบครัวในการช่วยเหลือเด็ก ส่วนการรักษาด้วยยาจะใช้ก็ต่อเมื่ออาการรุนแรง เรื้อรัง หรือกระทบการใช้ชีวิตมาก
แล้วอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวลในเด็ก
ความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงไม่ได้เพื่อหาคนผิด แต่จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจและช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม
- ปัจจัยในตัวเด็ก
- พันธุกรรม (พ่อแม่หรือญาติสายตรงมีโรควิตกกังวล)
- เพศหญิง
- การทำงานของสมองด้านระบบความเครียดที่ไว
- การประเมินสิ่งต่างๆว่าอันตรายที่มากกว่าความเป็นจริง ในขณะที่ประเมินความสามารถในการจัดการของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง
- ความเชื่อมั่นในตนเองที่ต่ำ
- ทักษะการดูแลอารมณ์ที่ต่ำ ทำให้ควบคุมอารมณ์ยาก, เมื่อเจอความไม่แน่นอนจะกังวลง่าย
- ความผูกพันที่ไม่มั่นคงกับครอบครัว - ปัจจัยในครอบครัวและสิ่งแวดล้อม
- การเลี้ยงดูแบบที่ปกป้องมากเกินไป ทำให้เด็กขาดประสบการณ์การจัดการด้วยตนเอง
- การเรียนรู้แบบอย่างความกังวล เช่น หากพ่อแม่กังวลง่าย หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้กังวล เด็กจะเรียนรู้ว่า ผู้ใหญ่มีประสบการณ์กับเรื่องนั้นอย่างไร จัดการปัญหาอย่างไร
- ประสบการณ์ไม่ดีในอดีต เช่น การถูกกลั่นแกล้ง, การถูกทำร้าย, การถูกละเลยทอดทิ้ง, ความสูญเสีย, การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว, ความเครียดเรื้อรังในบ้าน
สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำเพื่อช่วยเหลือลูกได้
1. ตั้งเป้าหมายอย่างไร- เป้าหมายไม่ได้เป็นการเปลี่ยนลูกเป็นคนละคน แต่เป็นการช่วยให้ลูกเป็นตัวเขาในเวอร์ชั่นของเขา ที่มีความสุข มีความภูมิใจในตนเอง มีความรับผิดชอบตามวัย มีมิตรภาพที่ดี
- สิ่งที่พ่อแม่ทำให้เขา ทั้งการทำกับเขา หรือสิ่งที่เขาเห็นและเรียนรู้แบบอย่างจากพ่อแม่ เขาจะสั่งสมและพัฒนาไปเป็นตัวตนและภูมิปัญญาในแบบของเขา
- สิ่งที่ทำไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น หรือทำในช่วงหนึ่งแล้วจบ แต่อาศัยระยะเวลาในการแต่เป็นการส่งเสริมลูกไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป จนเขาโตเป็นผู้ใหญ่
- องค์ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กก็เป็นเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เด็กทุกคนมีความแตกต่างหลากหลาย มีธรรมชาติตัวตนในตัวเขา มีรายละเอียด มีความงดงามมากมาย ที่ไม่ใช่แค่การตัดสินว่า เขาปกติไหม
- การมองเห็นและเป็นกระจกสะท้อนว่า พ่อแม่เห็นลูกเป็นอย่างไร จะช่วยให้ลูกมองเห็นตนเองและสัมผัสความอบอุ่น ช่วยให้ลูกเข้าใจว่า พ่อแม่เห็นและรักฉันอย่างที่ฉันเป็น ก่อให้เกิดความรักและการยอมรับที่ไม่มีเงื่อนไข ช่วยให้ลูกรักและยอมรับตนเอง เกิดพลังงานความมั่นคงที่เป็นทรัพยากรที่จำเป็นอย่างมากติดตัวเขาไปจนโต และถ่ายทอดไปยังลูกของเขา
- คำแนะนำสั้นๆกว้างๆอาจไม่ได้ช่วยเด็ก เนื่องจากเด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ผ่านการปฏิบัติ
และจริงๆแล้ว ไม่ได้มีคำแนะนำไหนที่นำไปใช้ได้กับทุกสถานการณ์ หรือเป็นคาถาที่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะในชีวิตจริงไม่ได้มีอะไรตายตัว - เด็กเรียนรู้โลกผ่านธรรมชาติของการอยู่กับพ่อแม่และสิ่งที่พ่อแม่สอน รวมถึงวิธีที่ผู้ใหญ่อยู่ด้วยกัน
(ผู้ใหญ่จึงต้องเรื่องคำพูดหรือการทะเลาะกันที่ลูกอาจเห็น) - วิธีอื่นๆ ได้แก่ การโค้ช การเล่นบทบาทสมมุติสถานการณ์ต่างๆ (ทำได้ทั้งพ่อแม่เล่นเป็นเพื่อน และลูกเล่นเป็นเพื่อนแล้วพ่อแม่เล่นเป็นลูก) การชวนกันขบคิดในการเข้าใจสิ่งที่เกิดและหาทางเลือกต่างๆ
- ทักษะที่เป็นประโยชน์ ได้แก่
- การทำความรู้จักเพื่อนใหม่
: การทักทาย มองหน้า สบตา ยิ้ม แนะนำตัว ถามไถ่ - การเล่น
: หาการเล่นที่สนใจร่วมกัน การตกลงและทำตามกติกา การสลับและรอคิว ความยืดหยุ่น - การชวนคุย
: เลือกหัวข้อที่เด็กและเพื่อนสนใจร่วมกัน การเล่าเรื่อง การฟังเพื่อน การเปลี่ยนหัวข้อไปตามบรรยากาศ - การรักษาสิทธิ์ตนเอง
: รู้ แยกแยะ เคารพ ในสิทธิ์ของตนเองและของผู้อื่น เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่บังคับผู้อื่นให้ทำตามตน - การบอกความต้องการ
: บอกได้ว่าคิดอะไร รู้สึกอะไร เลือกได้ว่าอยากทำอย่างไร รวมถึงทักษะในการปฏิเสธและประนีประนอม - การจัดการความขัดแย้ง
: เมื่อทะเลาะกัน ยังแสดงออกอย่างเหมาะสม ไม่ใช้กำลังหรือคำพูดไม่เพราะ เข้าใจตนเองและผู้อื่น รู้จักการขอโทษ การให้อภัยเพื่อน - ความมีน้ำใจและอ่อนโยน
: แบ่งปัน ช่วยเหลือเพื่อน เป็นผู้ให้และเป็นผู้รับได้ ไม่เข้าข้างการกระทำที่ผิด
- ความเข้าใจในผู้อื่นเริ่มต้นจากความเข้าใจในตนเอง
- การสะท้อนความรู้สึก เช่น “แม่เห็นว่าหนูดีใจที่เพื่อนมาทักหนู” “หนูโมโหเพื่อน แต่จริงๆแล้วหนูแค่อยากให้เพื่อนเล่นกับหนู”
- รวมถึงการถามความรู้สึกลูก เช่น “ตอนที่เพื่อนเขาไปเล่นกับเพื่อนใหม่ หนูรู้สึกยังไง”
- การชวนมองความรู้สึกของเพื่อน เช่น “หนูคิดว่า ทำไมเพื่อนถึงขอลอกการบ้านของคนอื่น”
- การถามว่า หากลูกเป็นเขาจะรู้สึกอย่างไร เช่น “หากมีคนบอกว่าจะไม่เล่นกับหนูแล้ว หนูจะรู้สึกยังไง”
- เมื่อตัวเราเข้าใจตนเอง เข้าใจความต้องการจริงๆของตนเอง จะสามารถคิดหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นขึ้นได้เพื่อตอบสนองความต้องการจริงๆของตน เช่น “ถ้าหนูอยากเล่นกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่อยากเล่นเกมนั้น หนูอยากชวนเพื่อนทำอะไรแทนดี”
- ช่วงเปิดเทอม ลูกตื่นเต้น พ่อแม่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
- ความกังวลหรือความทุกข์ใจของลูกก็อาจทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ สงสัยตนเองว่า “มีอะไรที่เราช่วยลูกได้” “หากลูกยังทุกข์ใจแปลว่าฉันเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีหรือเปล่า”
- อย่าลืมว่า เมื่อลูกโตขึ้น โลกของลูกกว้างขวางกว่าแค่บ้านของเรา ลูกจะต้องได้พบเจออะไรมากมาย ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเติบโต
- จึงเป็นแบบนั้นอยู่แล้วที่พ่อแม่จะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้ลูกได้
- นอกจากนี้ ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ใช่ว่าต้นไม้ไม่เคยเจอลมพัดหรืออุปสรรคเลย แต่เป็นต้นไม้ที่ได้รับการบำรุงดูแลด้วยความรัก จนต้นไม้แข็งแรงพอที่จะค่อยๆเติบโต จนถึงวันหนึ่งที่เขาไม่ต้องพึ่งพ่อแม่
- ลูกค่อยๆเติบโตตามวัย จริงๆแล้วพ่อแม่ก็ค่อยๆเติบโตในการเป็นพ่อแม่ของลูกวัยต่างๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน
- นอกจากการเมตตาและเข้าใจลูก มันคงดีมากเลย หากพ่อแม่เมตตาและเข้าใจตนเอง
- การยอมรับและเมตตาตนเองของพ่อแม่สำคัญมาก เพราะพลังงานนั้นจะส่งต่อไปยังพลังงานที่พ่อแม่เป็นกับลูก
ขอให้ช่วงเวลาเปิดเทอมนี้ เป็นช่วงเวลาที่เมื่อมองย้อนกลับมาแล้ว พ่อแม่จะรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมดาแต่พิเศษในแบบของมัน และภาคภูมิใจในตนเองและลูกนะคะ
พ่อแม่สามารถติดตามบทเรียนเพิ่มเติมได้ใน https://www.netpama.com/ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ
#เทคนิคเลี้ยงลูกเชิงบวก #วัยเรียน