window.dataLayer = window.dataLayer || []; function gtag(){dataLayer.push(arguments);} gtag('js', new Date()); gtag('config', 'G-HT69D45H8X');

ลูกขี้อาย ไม่ค่อยกล้าเข้าสังคม พ่อแม่ช่วยยังไงได้บ้าง?

เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

ลูกขี้อาย…เปิดเทอมนี้ลูกจะมีเพื่อนไหม
มาเข้าใจลูกและเรียนรู้สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้กันค่ะ

บทความโดยหมอพีช

สำหรับเด็กบางคน การพบเจอคนใหม่ๆอาจเป็นเรื่องธรรมดา หรือน่าตื่นเต้น
สำหรับเด็กบางคน อาจเป็นสิ่งท้าทาย

ความขี้อายจริงๆแล้วไม่ได้แบ่งเป็นปกติหรือผิดปกติที่ขาดจากกันชัดเจน แต่เป็นการไล่ระดับ (Spectrum) จากพื้นอารมณ์ปกติของเด็กแต่ละคนซึ่งมีความหลากหลายไปยังระดับที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจนถึงระดับโรคทางคลินิก

  1. Shyness temperament (เด็กขี้อาย)
    เด็กที่พื้นอารมณ์ขี้อายมักรู้สึกเขิน ระมัดระวัง ใช้เวลาปรับตัวเมื่อเจอผู้คนใหม่ๆ
    โดยช่วงแรกอาจยังไม่กล้าพูดคุยหรือเข้าหา แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วเด็กจะเล่น พูดคุยด้วยได้
    ** ความขี้อายเป็นบุคลิกภาพปกติ ไม่ใช่โรค เด็กที่ขี้อายจะยังไปเรียน มีเพื่อน ปรับตัวได้เมื่อคุ้นเคย

  2. Behavioral inhibition (BI หรือภาวะยับยั้งพฤติกรรม)
    เด็กที่พื้นอารมณ์ยับยั้งสูง เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ๆ ได้แก่
    -  สถานที่หรือกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การเข้าห้องเรียนใหม่ การไปเรียนว่ายน้ำครั้งแรก
    -  กิจกรรมที่มีคนดูเยอะๆ เช่น การแสดงละครหน้าเวที
    -  สถานที่ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสใหม่ๆมากเกินไป เช่น เสียงดัง คนเยอะ
    เด็กจะระแวดระวังสูง ร่างกายรู้สึกเหนื่อยท่วมท้นได้ง่าย ถอยหนี เกาะติดพ่อแม่
    ** แม้ว่า BI อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรควิตกกังวล แต่จากสถิติของ Annual Review of Clinical Psychology ปี 2021 ระบุว่า เด็ก 60% ที่มี BI ไม่ได้เป็นโรควิตกกังวล

  3. Anxiety disorder (โรควิตกกังวล)
    ความกังวลของเด็กจะเรียกว่าโรควิตกกังวลก็ต่อเมื่อ
    -  ความกังวลมีมากเกินไปจนเด็กรู้สึกไม่มีความสุข
    -  ความกังวลมากเกินกว่าวัย
    -  อาการเกิดต่อเนื่อง ไม่ได้หายไปหลังพ้นช่วงปรับตัว
    -  ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การเข้าสังคม
    ** ควรเข้ารับการประเมินกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือนักจิตวิทยาเด็ก โดยการรักษาลำดับแรกจะเป็นการทำจิตบำบัดเพื่อช่วยลดความกังวล การทำงานร่วมกับครอบครัวในการช่วยเหลือเด็ก ส่วนการรักษาด้วยยาจะใช้ก็ต่อเมื่ออาการรุนแรง เรื้อรัง หรือกระทบการใช้ชีวิตมาก

แล้วอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวลในเด็ก
ความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงไม่ได้เพื่อหาคนผิด แต่จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจและช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม

  1. ปัจจัยในตัวเด็ก
    -  พันธุกรรม (พ่อแม่หรือญาติสายตรงมีโรควิตกกังวล)
    -  เพศหญิง
    -  การทำงานของสมองด้านระบบความเครียดที่ไว
    -  การประเมินสิ่งต่างๆว่าอันตรายที่มากกว่าความเป็นจริง ในขณะที่ประเมินความสามารถในการจัดการของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง
    -  ความเชื่อมั่นในตนเองที่ต่ำ
    -  ทักษะการดูแลอารมณ์ที่ต่ำ ทำให้ควบคุมอารมณ์ยาก, เมื่อเจอความไม่แน่นอนจะกังวลง่าย
    -  ความผูกพันที่ไม่มั่นคงกับครอบครัว

  2. ปัจจัยในครอบครัวและสิ่งแวดล้อม
    -  การเลี้ยงดูแบบที่ปกป้องมากเกินไป ทำให้เด็กขาดประสบการณ์การจัดการด้วยตนเอง
    -  การเรียนรู้แบบอย่างความกังวล เช่น หากพ่อแม่กังวลง่าย หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้กังวล เด็กจะเรียนรู้ว่า ผู้ใหญ่มีประสบการณ์กับเรื่องนั้นอย่างไร จัดการปัญหาอย่างไร
    -  ประสบการณ์ไม่ดีในอดีต เช่น การถูกกลั่นแกล้ง, การถูกทำร้าย, การถูกละเลยทอดทิ้ง, ความสูญเสีย, การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว, ความเครียดเรื้อรังในบ้าน

สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำเพื่อช่วยเหลือลูกได้

1. ตั้งเป้าหมายอย่างไร
  • เป้าหมายไม่ได้เป็นการเปลี่ยนลูกเป็นคนละคน แต่เป็นการช่วยให้ลูกเป็นตัวเขาในเวอร์ชั่นของเขา ที่มีความสุข มีความภูมิใจในตนเอง มีความรับผิดชอบตามวัย มีมิตรภาพที่ดี 
  • สิ่งที่พ่อแม่ทำให้เขา ทั้งการทำกับเขา หรือสิ่งที่เขาเห็นและเรียนรู้แบบอย่างจากพ่อแม่ เขาจะสั่งสมและพัฒนาไปเป็นตัวตนและภูมิปัญญาในแบบของเขา
  • สิ่งที่ทำไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น หรือทำในช่วงหนึ่งแล้วจบ แต่อาศัยระยะเวลาในการแต่เป็นการส่งเสริมลูกไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป จนเขาโตเป็นผู้ใหญ่
2. เข้าใจลูกและช่วยให้ลูกเข้าใจตัวเอง
  • องค์ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กก็เป็นเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เด็กทุกคนมีความแตกต่างหลากหลาย มีธรรมชาติตัวตนในตัวเขา มีรายละเอียด มีความงดงามมากมาย ที่ไม่ใช่แค่การตัดสินว่า เขาปกติไหม 
  • การมองเห็นและเป็นกระจกสะท้อนว่า พ่อแม่เห็นลูกเป็นอย่างไร จะช่วยให้ลูกมองเห็นตนเองและสัมผัสความอบอุ่น ช่วยให้ลูกเข้าใจว่า พ่อแม่เห็นและรักฉันอย่างที่ฉันเป็น ก่อให้เกิดความรักและการยอมรับที่ไม่มีเงื่อนไข ช่วยให้ลูกรักและยอมรับตนเอง เกิดพลังงานความมั่นคงที่เป็นทรัพยากรที่จำเป็นอย่างมากติดตัวเขาไปจนโต และถ่ายทอดไปยังลูกของเขา
3. สอนทักษะสังคมต่างๆ
  • คำแนะนำสั้นๆกว้างๆอาจไม่ได้ช่วยเด็ก เนื่องจากเด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ผ่านการปฏิบัติ
    และจริงๆแล้ว ไม่ได้มีคำแนะนำไหนที่นำไปใช้ได้กับทุกสถานการณ์ หรือเป็นคาถาที่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะในชีวิตจริงไม่ได้มีอะไรตายตัว 
  • เด็กเรียนรู้โลกผ่านธรรมชาติของการอยู่กับพ่อแม่และสิ่งที่พ่อแม่สอน รวมถึงวิธีที่ผู้ใหญ่อยู่ด้วยกัน
    (ผู้ใหญ่จึงต้องเรื่องคำพูดหรือการทะเลาะกันที่ลูกอาจเห็น)
  • วิธีอื่นๆ ได้แก่ การโค้ช การเล่นบทบาทสมมุติสถานการณ์ต่างๆ (ทำได้ทั้งพ่อแม่เล่นเป็นเพื่อน และลูกเล่นเป็นเพื่อนแล้วพ่อแม่เล่นเป็นลูก) การชวนกันขบคิดในการเข้าใจสิ่งที่เกิดและหาทางเลือกต่างๆ
  • ทักษะที่เป็นประโยชน์ ได้แก่
  • การทำความรู้จักเพื่อนใหม่
    :  การทักทาย มองหน้า สบตา ยิ้ม แนะนำตัว ถามไถ่ 
  • การเล่น
    :  หาการเล่นที่สนใจร่วมกัน การตกลงและทำตามกติกา การสลับและรอคิว ความยืดหยุ่น
  • การชวนคุย
    :  เลือกหัวข้อที่เด็กและเพื่อนสนใจร่วมกัน การเล่าเรื่อง การฟังเพื่อน การเปลี่ยนหัวข้อไปตามบรรยากาศ
  • การรักษาสิทธิ์ตนเอง
    :  รู้ แยกแยะ เคารพ ในสิทธิ์ของตนเองและของผู้อื่น เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่บังคับผู้อื่นให้ทำตามตน 
  • การบอกความต้องการ
    :  บอกได้ว่าคิดอะไร รู้สึกอะไร เลือกได้ว่าอยากทำอย่างไร รวมถึงทักษะในการปฏิเสธและประนีประนอม 
  • การจัดการความขัดแย้ง
    :  เมื่อทะเลาะกัน ยังแสดงออกอย่างเหมาะสม ไม่ใช้กำลังหรือคำพูดไม่เพราะ เข้าใจตนเองและผู้อื่น รู้จักการขอโทษ การให้อภัยเพื่อน
  • ความมีน้ำใจและอ่อนโยน
    :  แบ่งปัน ช่วยเหลือเพื่อน เป็นผู้ให้และเป็นผู้รับได้ ไม่เข้าข้างการกระทำที่ผิด

4. สอนให้ลูกเข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น
  • ความเข้าใจในผู้อื่นเริ่มต้นจากความเข้าใจในตนเอง
  • การสะท้อนความรู้สึก เช่น “แม่เห็นว่าหนูดีใจที่เพื่อนมาทักหนู” “หนูโมโหเพื่อน แต่จริงๆแล้วหนูแค่อยากให้เพื่อนเล่นกับหนู”
  • รวมถึงการถามความรู้สึกลูก เช่น “ตอนที่เพื่อนเขาไปเล่นกับเพื่อนใหม่ หนูรู้สึกยังไง”
  • การชวนมองความรู้สึกของเพื่อน เช่น “หนูคิดว่า ทำไมเพื่อนถึงขอลอกการบ้านของคนอื่น”
  • การถามว่า หากลูกเป็นเขาจะรู้สึกอย่างไร เช่น “หากมีคนบอกว่าจะไม่เล่นกับหนูแล้ว หนูจะรู้สึกยังไง”
  • เมื่อตัวเราเข้าใจตนเอง เข้าใจความต้องการจริงๆของตนเอง จะสามารถคิดหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นขึ้นได้เพื่อตอบสนองความต้องการจริงๆของตน เช่น “ถ้าหนูอยากเล่นกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่อยากเล่นเกมนั้น หนูอยากชวนเพื่อนทำอะไรแทนดี”
5. ดูแลอารมณ์ตนเอง
  • ช่วงเปิดเทอม ลูกตื่นเต้น พ่อแม่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
  • ความกังวลหรือความทุกข์ใจของลูกก็อาจทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ สงสัยตนเองว่า “มีอะไรที่เราช่วยลูกได้” “หากลูกยังทุกข์ใจแปลว่าฉันเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีหรือเปล่า”
  • อย่าลืมว่า เมื่อลูกโตขึ้น โลกของลูกกว้างขวางกว่าแค่บ้านของเรา ลูกจะต้องได้พบเจออะไรมากมาย ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเติบโต 
  • จึงเป็นแบบนั้นอยู่แล้วที่พ่อแม่จะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้ลูกได้
  • นอกจากนี้ ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ใช่ว่าต้นไม้ไม่เคยเจอลมพัดหรืออุปสรรคเลย แต่เป็นต้นไม้ที่ได้รับการบำรุงดูแลด้วยความรัก จนต้นไม้แข็งแรงพอที่จะค่อยๆเติบโต จนถึงวันหนึ่งที่เขาไม่ต้องพึ่งพ่อแม่
  • ลูกค่อยๆเติบโตตามวัย จริงๆแล้วพ่อแม่ก็ค่อยๆเติบโตในการเป็นพ่อแม่ของลูกวัยต่างๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน 
  • นอกจากการเมตตาและเข้าใจลูก มันคงดีมากเลย หากพ่อแม่เมตตาและเข้าใจตนเอง
  • การยอมรับและเมตตาตนเองของพ่อแม่สำคัญมาก เพราะพลังงานนั้นจะส่งต่อไปยังพลังงานที่พ่อแม่เป็นกับลูก

ขอให้ช่วงเวลาเปิดเทอมนี้ เป็นช่วงเวลาที่เมื่อมองย้อนกลับมาแล้ว พ่อแม่จะรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมดาแต่พิเศษในแบบของมัน และภาคภูมิใจในตนเองและลูกนะคะ

พ่อแม่สามารถติดตามบทเรียนเพิ่มเติมได้ใน https://www.netpama.com/ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ

#เทคนิคเลี้ยงลูกเชิงบวก #วัยเรียน

หมวดหมู่ทั้งหมด

Net PAMA