รักกัน...แต่ทำไมถึงต้องทะเลาะกัน!? – ถอดบทเรียนความสัมพันธ์แม่-ลูกที่ต่างคนต่างรักกันแต่ทะเลาะกันตลอดเวลาจากหนัง ‘Lady Bird (เลดี้ เบิร์ด)’
รักกัน...แต่ทำไมถึงต้องทะเลาะกัน!? – ถอดบทเรียนความสัมพันธ์แม่-ลูกที่ต่างคนต่างรักกันแต่ทะเลาะกันตลอดเวลาจากหนัง ‘Lady Bird (เลดี้ เบิร์ด)’ บทความโดย #คุณนายข้าวกล่อง
รู้ว่ารักกัน..แต่ทำไมถึงต้องทะเลาะกันด้วยนะ!? – ปัญหาแบบนี้น่าจะหนีไม่พ้นในทุก ๆ ความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างคุณแม่-คุณลูก ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่เมอริแอน แมคเฟอร์สัน (Marion McPherson) คุณแม่ลูกสองที่ทำงานเป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลจิตเวช กับลูกสาวคนเล็กคาแรคเตอร์จัดอายุ 17 ย่าง 18 อย่าง คริสตีน แมคเฟอร์ชัน (Christine McPherson) หรืออีกชื่อหนึ่งอย่าง ‘เลดี้ เบิร์ด (Lady Bird)’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่เธอตั้งขึ้นมาเองเพราะแม้ว่าเธอจะรักคุณแม่มาก แต่เธอก็เกลียดคุณแม่ของเธอมากเช่นกัน จนถึงขั้นว่าอยากสถาปนาตัวตนของเธอขึ้นมาใหม่เพราะไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับชื่อที่คุณแม่ของเธอตั้งให้
.
เลดี้ เบิร์ดและคุณแม่ของเธอทะเลาะกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครอบครัวของพวกเธอจำต้องย้ายบ้านมาอยู่ในเมือง Sacremento เนื่องจากพี่ชายคนโตของเลดี้เบิร์ดเจอเพื่อนขู่ด้วยมีดที่โรงเรียนเก่าทำให้คุณแม่เธอตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาเพื่อความปลอดภัยของลูก คุณพ่อของเลดี้เบิร์ดเป็นคนน่ารักที่ซัพพอร์ตทั้งลูกและภรรยา แต่เขาตกงาน ทำให้เครียดจนถึงขั้นเป็นซึมเศร้า ส่วนพี่ชายคนโตของเธอก็ได้แค่ทำงานเป็นแคชเชียร์ทั้ง ๆ ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างเบิร์กลีย์
.
คุณแม่เมอริแอนเลยกลายเป็นเสาหลักการเลี้ยงดูครอบครัว เธอทำงานอย่างหนักและพยายามประหยัดเงินขั้นสุดเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ทำให้เธอมักจะซัพพอร์ตลูกแบบพ่วงมาด้วยขอบเขตทางด้านการเงินเสมอ และมักจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อลูกไม่สามารถรับผิดชอบในตนเองหรือขออะไรที่นอกเหนือจากสิ่งที่เธอสามารถให้ได้ เพราะนอกจากมันจะเจ็บเพราะเป็นการไม่เห็นถึงคุณค่าและความเหนื่อยยากของเธอที่พยายมทำเพื่อครอบครัวแล้ว มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดหวังในตัวเธอเองด้วยที่ไม่สามารถทำให้ลูกไปได้มากกว่านี้ ความรู้สึกอันท่วมท้นนี้ทำให้เธอกลายเป็นคุณแม่ที่น่ากลัว เข้มงวด และมักจะพูดจารุนแรงประชดประชัน project บางสิ่งในตัวเธอไปใส่ลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าลึก ๆ ข้างในแล้วเธอรักและเป็นห่วงลูกมากก็ตาม
เลดี้ เบิร์ด เป็นเด็กสาวที่มีความฝัน เธอมีความใฝ่ฝันอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก แต่ด้วยเธอมีความเป็นเด็กเกเรและไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนัก เกรดเธอเลยไม่ค่อยดี ทำให้แม่ของเธอเลยมักจะหัวเสียและไม่ค่อยอยากสนับสนุนด้านการศึกษาระดับสูงเพราะอยากให้ลูกอยู่กับความเป็นจริง สิ่งนี้เลยยิ่งทำให้เธอพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเธอก็มีความสามารถกับครอบครัวไม่แพ้พี่ชายของตนเอง รวมถึงพยายามจะหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง และแอบสมัครเป็นเด็กนักเรียนทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอยู่ห่าง ๆ เธอพยายามตีตัวออกห่างจากครอบครัวโดยเฉพาะคุณแม่เพราะรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องอยู่ในครอบครัว เธอกลายเป็นคนที่สนใจแต่เรื่องของตัวเองจนเริ่มไม่เห็นใจคนอื่น ทะเยอทะยานอยากได้รับการยอมรับและเป็นที่สนใจจากคนอื่นมาก ๆ เพื่อลบล้างความด้อยของตัวเอง หรือลบล้างความเป็นคริสตีและสามารถเป็น “เลดี้ เบิร์ด” ได้จริง ๆ รวมไปถึงเธอมักจะมีอคติต่อคุณแม่อยู่เสมอเพราะเชื่อว่าแม่ไม่เคยชอบหรือพอใจความเป็นตัวเธอ ทำให้ตัวเธอเองก็มักมีท่าทีประชดประชันและระเบิดอารมณ์เวลาทะเลาะกับคุณแม่ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะยิ่งเวลาคุณแม่เห็นต่างกับเธอ เพราะนั่นยิ่งเป็น message ตอกย้ำความเชื่อที่เธอมีว่าแม่ไม่ชอบเธอ ซึ่งนั่นก็เจ็บปวดไม่ต่างกันจากความผิดหวังในตัวเองของเมอริแอนเลย
.
ความสัมพันธ์ของคุณแม่เมอริแอนผู้มีคาแรคเตอร์เข้มงวดและปาดจัด กับลูกสาวที่ก็มีคาแรคเตอร์ต่อต้านสุดโต่งผู้ช่างฝัน น้อยใจ และอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง เลยเป็นความสัมพันธ์ที่ถ้าได้พูดคุยกับยังไงก็ทะเลาะกัน แถมพอทะเลาะกันเสร็จก็ยิ่งสร้างรอยแผลให้ทั้งคู่เพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งที่ลึก ๆ หากเราลองดูเจตนาและการกระทำของทั้งคู่แล้ว มันสื่อให้เห็นได้จริง ๆ ว่าทั้งคู่แคร์กันและรักกันมากจริง ๆ
.
การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทั้งรักแต่ก็ต้องสาดอารมณ์ใส่กัน เป็นปัญหาที่มักจะคาราคาซัง หรือเกิดขึ้นและคงอยู่มาเป็นระยะเวลานาน แล้วมันไม่ใช่เพราะว่าทั้งคู่ไม่อยากแก้ไขมัน แต่เพราะมันไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงเสียมากกว่า ทำให้สุดท้ายก็เลยต้องจำยอมอยู่ในสภาวะแบบนี้
.
“ปัญหาเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เป็นเรื่องของคน แต่เป็นเรื่องของรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่เอื้อต่อการให้ต่างฝ่ายต่างเปราะบางต่อกันมากกว่า” – นี่เป็นหนึ่งในคอนเสปต์ของการบำบัดปัญหาความสัมพันธ์คู่รักแบบมุ่งเน้นที่การจัดการอารมณ์ (emotional-focused therapy; EFT) ที่เขาได้อธิบายจริง ๆ แล้วสาเหตุของการทะเลาะมาจากการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของตนเองและอีกฝ่าย รวมไปถึงการตอบสนองของแต่ละฝ่ายที่ส่งผลทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกไม่ปลอดภัย มากกว่าเป็นเรื่องของนิสัยคนหรือหน้าที่ของใครคนหนึ่งที่ทำให้ปัญหามันเกิดขึ้น
.
เวลาทะเลาะกัน ส่วนใหญ่ต่างคนอาจสามารถจับความรู้สึก “พื้นผิว” หรือความรู้สึกที่แสดงออกอย่างชัดเจนของตนเองและผู้อื่นได้ เช่น ในเคสของคุณแม่เมอริแอน เธอรู้สึกไม่พอใจที่ลูกไม่ตั้งใจเรียน ทำให้เธอตวาดลูกออกไปด้วยอารมณ์ที่ท้วมท้นและรุนแรง แต่อาจไม่ได้พิจารณาลึกลงไปว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ไม่พอใจที่ลูกไม่ตั้งใจเรียน แต่มันคือความรู้สึกผิดหวังในตัวของเธอเองมากกว่าที่ไม่สามารถซัพพอร์ตสิ่งที่ลูกของเธอต้องการได้ หรือคือความรู้สึกเสียใจที่ลูกไม่คุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำต่างหากที่ผลักดันให้เธอไม่พอใจในตัวลูก และที่เธอพูดออกไปก็เพียงแค่ต้องการอยากบอกให้ลูกเห็นถึงคุณค่าหรือความรักที่เธอทุ่มเทให้ลูกบ้างเท่านั้นเอง
.
ในฝั่งของเลดี้ เบิร์ด ความไม่พอใจจากภายนอกที่คุณแม่แสดงออกเลยทำให้เลดี้เบิร์ดเข้าใจว่าแม่ไม่ชอบตน ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียใจและเพราะมันยิ่งตอกย้ำแผลในใจเธอว่าเธอไม่ได้เรื่อง เธอเลยยิ่งอยากออกห่าง ยิ่งกลับมาอยู่กับตัวเอง ใส่ใจในความต้องการของตัวเอง และถูกแสดงออกไปในเชิงของท่าทางและคำพูดที่ประชดประชันและก้าวร้าวต่อคุณแม่แทน ทำให้แม่ยิ่งเข้าไปอีกว่าลูกไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด แปลว่าลูกไม่พอใจ หรืออาจแปลว่าลูกอาจมองข้ามในสิ่งที่เธอทำจริง ๆ วนเป็นลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ
.
การสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการแสดงออกถึงอารมณ์ภายในที่เกิดขึ้นจริง ๆ หรือ “ความเปราะบาง” รวมไปถึงทักษะการรู้เท่าทันอารมณ์ จัดการอารมณ์ และการแสดงออกทางท่าทางและคำพูดที่สื่อให้เข้าใจถึงอารมณ์ภายในจริง ๆ ที่เกิดขึ้น เลยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่อาจสามารถช่วยให้ทั้งคู่ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ที่มั่นคงต่อการมากขึ้น
.
SEL (Social-emotional Learning) หรือ ทักษะการเรียนรู้ด้านอารมณ์และสังคม เลยเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญมาก ๆ ต่อการสร้างความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบจริง ๆ ซึ่งทักษะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการอารมณ์เชิงลบให้มันลดลงเวลามีปัญหาความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่มันเริ่มตั้งแต่การรู้เท่าทันอารมณ์ ความสามารถในการ crack ถึงอารมณ์ลึก ๆ ข้างในของตัวเองและผู้อื่น และการ exercise การแสดงออกทางอารมณ์นั้นอย่างตรงไปตรงมาให้เข้ากับอารมณ์ของผู้อื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่ทั้งคู่ควรศึกษาและฝึกฝนบ่อย ๆ เพื่อให้มันซึมเข้าไปในตัวเราทั้งคู่ ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อการอยู่ร่วมกัน และอาจสามารถลดปัญหาการทะเลาะกันในอนาคตได้เช่นกัน