ทำไมวัยรุ่นถึงชอบ 'โดดเรียน'
ทำไมวัยรุ่นถึง 'โดดเรียน' โดย #คุณนายข้าวกล่อง #เรื่องเล่างานวิจัย
หากจะพูดถึงเรื่องของการโดดเรียน เชื่อว่าหลายคนคงจะมีมุมมองต่อเหตุการณ์นี้แตกต่างกันไป บางคนอาจมองว่าการโดดเรียนก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะมันแสดงถึงเรื่องของความรับผิดชอบและวินัยที่เด็ก ๆ ควรจะฝึกฝน แต่บางคนก็อาจมองว่าบางทีการโดดเรียนก็มาจากการที่เด็กตัดสินใจที่จะทำเองด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้ว่าเขาอาจทราบว่าจะต้องเผชิญกับผลกระทบบางอย่างตามมาก็ตาม ซึ่งในบางครั้งเราในฐานะคุณพ่อคุณแม่ก็ยอมรับในการตัดสินใจของเขาเหมือนกัน
.
แต่ไม่ว่าการโดดเรียนจะถูกมองในมุมไหน #คุณนายข้าวกล่อง มองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความคิด ความเชื่อ หรือการจัดการตนเองของตัวเด็ก ๆ เอง หรือรวมไปถึงสภาพแวดล้อมของครอบครัวหรือโรงเรียนที่อาจส่งผลต่อการเกิดพฤติกรรมนี้ ยิ่งโดยเฉพาะกับตัวเด็กนักเรียน 'วัยรุ่น' ผู้ซึ่งอยู่ในช่วงของการเติบโตทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เขามีความมั่นใจและกล้าที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยตนเอง แต่ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ท้วมท้นในหลายแง่มุมซึ่งส่งผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว เนื่องด้วยในช่วงนี้พวกเขากำลังหาตัวตน และให้ควาสำคัญกับการเป็นที่ยอมรับในสังคมที่ใหญ่ขึ้น
.
งานวิจัยไทยปี 2020 ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการหนีเรียนของเด็กมัธยมต้น และพบว่ามีหลายปัจจัยที่น่าจะมีความสัมพันธ์ต่อการหนีเรียน ทั้งปัจจัยเกี่ยวกับตัวบุคคล ได้แก่ อายุ ผลการเรียน และทัศนคติต่อการเรียน และปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งการเลี้ยงดูจากครอบครัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ของเด็กที่มีต่อเพื่อนและคุณครู
.
โดยผลวิจัยพบว่าการเลี้ยงดูแบบ 'ตามใจเด็ก' ที่ผู้ปกครอบมักจะตอบสนองถึงสิ่งที่เด็กต้องการ และปล่อยให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ต้องการแบบไม่มีขอบเขต หรือไม่สนใจเรื่องของการปรับพฤติกรรมเพื่อให้สามารถเข้ากับสังคมหรือเรียนรู้ถึงผลกระทบจากพฤติกรรมของตนเอง และการเลี้ยงดูแบบ 'เคร่งครัด' ที่ผู้ปกครองอาจ strict กับการควบคุมพฤติกรรมของเด็กมากเกินไปและไม่ค่อยตอบสนองความต้องการของเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีอิสระหรือรู้สึกได้รับการยอมรับในตัวตน ดูมีส่วนต่อการทำให้เด็กมีพฤติกรรมหนีเรียนในวัยรุ่นมัธยมต้นกลุ่มนี้ ซึ่ง #คุณนายข้าวกล่อง มองว่าเด็กที่ถูกตามใจอาจจัดการอารมณ์ความต้องการของตนเองได้ยาก ทำให้เขายังยั้งตัวเองได้ยากเมื่อมีความต้องการบางอย่าง หรือทนกับสิ่งที่ตนเองไม่ชอบไม่ได้นาน ทำให้อาจมีโอกาสโดดเรียนได้สูง ส่วนเด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดก็อาจจะเป็นสายต่อต้านเพราะไม่ชอบการถูกบีบคั้นจนเกินไป ทำให้เขากล้าที่จะโดดเรียนเพื่อไปทำในสิ่งที่เขาต้องการมากกว่า
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงดูที่ไม่ balance การตอบสนองความต้องการและการควบคุมพฤติกรรม อาจสามารถส่งผลต่อการเกิดปัญหานี้ได้เช่นกัน การปรับการเลี้ยงดูที่ยังตอบสนองความต้องการของเด็กที่ทำให้เขาได้รับอิสระในการใช้ชีวิต แต่ยังอยู่ในกฎเกณฑ์หรือขอบเขตที่เรายังสามารถปรับพฤติกรรมได้ จึงอาจเป็นคำตอบที่มีส่วนช่วยในการจัดการพฤติกรรมหนีเรียนของวัยรุ่นได้ ซึ่งการปรับพฤติกรรมเชิงบวก ถือเป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญที่สามารถช่วยให้เด็ก ๆ ที่ถูกตามใจได้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์จากการปรับพฤติกรรมอย่างมีเหตุผล สามารถทำให้เขาประพฤติตัวอยู่ในสังคมได้มากขึ้น และการสื่อสารเชิงบวกก็อาจเป็นเทคนิคที่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดในเรื่องนี้ได้เช่นกัน เพราะการสื่อสารเชิงบวกจะทำให้เด็กได้รับรู้ถึงความรัก ความอบอุ่น และการยอมรับจากผู้ปกครอง ทำให้เขาเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อเราและลดการต่อต้านเรา พร้อมไปกับการลดการควบคุมพฤติกรรมของเรากับลูกลง ปล่อยให้เขาจัดการสิ่งต่าง ๆ และให้เขาได้ทำตามความต้องการของตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในด้านการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อความรู้สึกถูกบีบคั้นและการต่อต้านนั่นเอง (สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ได้เลยที่ www.netpama.com)
.
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยพบว่าผลการเรียน ทัศนคติต่อการเรียนของเด็ก และความสัมพันธ์ของเด็กกับคุณครู เป็นปัจจัยที่สามารถทำนายถึงพฤติกรรมการหนีเรียนของเด็ก ๆ ได้ หรือพูดง่าย ๆ คือว่าเมื่อเด็กมีผลการเรียนต่ำ มีทัศนคติต่อการเรียนที่ไม่ดี หรือมีความสัมพันธ์ต่อคุณครูที่ไม่ดี เด็กมีแนวโน้มสูงมากที่จะมีพฤติกรรมหนีเรียนด้วยสิ่งนี้เลยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมหรือสังคมในโรงเรียน ดูจะมีบทบาทสำคัญไม่น้อยกับพฤติกรรมการโดดเรียนของวัยรุ่นไม่น้อยเลยเช่นกัน
.
แล้วเพราะอะไรเด็กกลุ่มนี้ถึงมีผลการเรียนต่ำ หรือมีมุมมองต่อการเรียนที่ไม่ดี หรือมีความสัมพันธ์ต่อคุณครูที่ไม่ดี? สิ่งนี้ดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะหาคำตอบกันต่อไปในแต่ละโรงเรียนเช่นกัน และโรงเรียนเองก็ควรจะ take action ต่อสิ่งนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองให้สามารถซัพพอร์ตเด็กกลุ่มนี้ได้เช่นกันพร้อม ๆ ไปกับการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงดูจากผู้ปกครอง
.
และสำหรับในพาร์ทของคุณครู การกลับมาสะท้อนถึงสิ่งที่เราทำ หรือการเข้าไปคุยกับนักเรียนกลุ่มนี้อย่างเข้าใจ ก็ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเช่นกันที่จะทำความเข้าใจเพื่อจัดการกับปัญหาการหนีเรียนนี้ ซึ่งทักษะการรับฟังอย่างเข้าใจถือเป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญที่สามารถช่วยส่งเสริมการพูดคุยกับเหล่าวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้อย่างดี เพราะมันช่วยเปิดพื้นที่ให้เขารู้สึกว่าสามารถเป็นตัวเองได้อย่างไม่ตัดสิน ทำให้เกิดการ sharing ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อแก้ปัญหานี้ได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งคุณครูสามารถศึกษาต่อได้เลยที่ www.netpama.com
.
อ้างอิง
นิรุธ มะโนมัย, เสาวมาศ คุณล้าน เถื่อนนาดี, จิราวรรณ แท่นวัฒนกุล และ วิลาวรรณ พันธุ์พฤกษ์. ปัจจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมหนีเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. วารสาร พยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 43(4), 12-22. https://he01.tci- thaijo.org/index.php/nah/article/view/215604