การดูแลลูกวัยรุ่น: อยู่ใกล้…แต่ไม่ชิด อยู่ห่าง…แต่ไม่หายไปจากสายตา
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เข้าใจลูก ในวันที่ลูกเติบโต
.
การดูแลลูกวัยรุ่น: อยู่ใกล้…แต่ไม่ชิด
อยู่ห่าง…แต่ไม่หายไปจากสายตา
.
เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น หลายครอบครัวอาจเริ่มรู้สึกว่าลูกเปลี่ยนไป
เด็กที่เคยเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง เริ่มมีโลกส่วนตัว มีเพื่อน มีสังคม
และตัดสินใจหลายเรื่องด้วยตัวเองมากขึ้น
.
ความรู้สึกใจหายหรือเป็นห่วงของพ่อแม่เป็นเรื่องปกติค่ะ
โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุและความเสี่ยงต่าง ๆ
.
แต่เมื่อกังวลมาก พ่อแม่บางคนอาจควบคุมลูกมากขึ้น จนลูกรู้สึกอึดอัดและค่อยๆ ปิดใจ ในขณะที่บางบ้านปล่อยอิสระมากเกินไป จนไม่รู้ว่าลูกกำลังเผชิญอะไรอยู่
.
แล้วจุดที่พอดีอยู่ตรงไหน?
.
ในทางจิตวิทยา
วัยรุ่นต้องการทั้ง “อิสระ” และ “ความผูกพัน” ไปพร้อมกัน
เขาไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่คอยควบคุมทุกอย่าง
และก็ไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่หายไปจากชีวิต
แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่พร้อมอยู่ข้างๆ เมื่อเขาต้องการ
.
การเลี้ยงลูกวัยรุ่นจึงอาจเป็นการ
“อยู่ใกล้แต่ไม่ชิด อยู่ห่างแต่ไม่หายไปจากสายตา”
.
เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ ตามวัย
เช่น จะกินอะไร จะจัดการเวลาอย่างไร หรือชอบทำกิจกรรมอะไร
พร้อมชวนเขาคิดถึงเหตุผลและผลที่ตามมา
.
เมื่อพ่อแม่รับฟังโดยไม่รีบตัดสิน
ลูกจะรู้สึกว่าความคิดเห็นของเขามีคุณค่า
และพ่อแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย
.
เด็กที่ได้รับโอกาสในการตัดสินใจตามวัย
จะพัฒนาความมั่นใจในตนเอง ความรับผิดชอบ
และทักษะการแก้ปัญหาได้ดีกว่าเด็กที่ถูกสั่งหรือควบคุมทุกเรื่อง
.
“ฟังให้มากกว่าสอน”
หนึ่งในสิ่งที่วัยรุ่นต้องการมากที่สุด คือการได้รับฟังโดยไม่ถูกตัดสิน
เช่น หากลูกถามว่า
.
“หนูไปเที่ยวข้างนอกกับเพื่อนได้ไหม” หรือ
“เพื่อนชวนลองสูบบุหรี่ หนูควรทำยังไงดี”
.
อย่าเพิ่งตกใจ รีบสอน หรือรีบตำหนิ
เพราะความจริงแล้ว การที่ลูกเดินเข้ามาถาม
อาจหมายความว่าเขายังลังเล
และยังเห็นพ่อแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการขอคำปรึกษา
.
สิ่งแรกอาจไม่ใช่การรีบสอน แต่เป็นการถามกลับอย่างสงบว่า
.
“ลูกคิดยังไงกับเรื่องนี้”
“อะไรทำให้หนูมาถามแม่”
“ถ้าลองทำจริง ๆ คิดว่าจะเกิดอะไรตามมาได้บ้าง”
“หนูมองเห็นข้อดีอะไรบ้าง”
.
เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้ลูกได้คิดและพูดก่อน
เขาจะรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนเองมีคุณค่า
และพร้อมเปิดรับมุมมองจากพ่อแม่มากขึ้น
.
คำถามเหล่านี้ช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด
ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเข้าใจมุมมองของเขามากขึ้น
.
การรับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับทุกเรื่อง
แต่เป็นการทำให้ลูกรู้ว่า ต่อให้คิดไม่เหมือนกัน เขาก็ยังพูดคุยกับเราได้
.
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ
ในวันที่ลูกผิดพลาด เขาจะไม่วิ่งหนีออกจากเรา
แต่จะกล้าวิ่งกลับมาขอความช่วยเหลือ
.
เพราะเป้าหมายของการเลี้ยงลูก
ไม่ใช่การทำให้เขาอยู่กับเราไปตลอด
แต่คือการช่วยให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็น
ตัดสินใจเป็น และดูแลตัวเองได้
.
เชื่อเถอะค่ะ ไม่ใช่แค่ลูกที่กำลังเติบโต
พ่อแม่เองก็กำลังเติบโตไปพร้อมกับลูกเช่นกัน
.
ทีมงานเน็ตป๊าม้า ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนะคะ 
.
บทความโดย #หมอเปิ้ล
เน็ตป๊าม้า ขอแนะนำหลักสูตรออนไลน์ สอนเทคนิคเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมเด็ก
คอร์สเร่งรัด
เหมาะสำหรับผู้ปกครองที่มีพื้นฐานการปรับพฤติกรรมเด็กเชิงบวกอยู่แล้ว
แต่ต้องการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเด็กที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
คอร์สจัดเต็ม
เหมาะสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเรียนรู้และฝึกใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมเด็ก
อย่างเป็นขั้นบันได เพื่อเตรียมพร้อมที่จะนำไปรับมือกับปัญหาพฤติกรรมเด็ก
อย่างมั่นใจ