"3 พื้นอารมณ์ของเด็ก" ทำไมการปรับตัวไปโรงเรียนจึงไม่เหมือนกัน
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เพราะอะไรเด็กบางคน
จึงใช้เวลาในการปรับตัว
เพื่อไปโรงเรียน มากกว่าเด็กคนอื่น 
เพราะเด็กแต่ละคน แตกต่างกัน…ด้วย “พื้นอารมณ์”
.
เมื่อถึงช่วงเปิดเทอมใหม่
เชื่อว่าพ่อแม่หลายคน
คงกำลังกังวลกับการไปโรงเรียนของลูกอยู่ไม่น้อย
.
เพราะเด็กบางคนไปโรงเรียนได้ง่าย ยิ้ม โบกมือลา แล้วเดินเข้าห้องได้เลย
แต่เด็กบางคนอาจร้องไห้ เกาะแขนแม่แน่น หรือใช้เวลาปรับตัวนานกว่าคนอื่น
.
จนบางครั้งพ่อแม่ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า 
“ทำไมลูกเราปรับตัวยากจัง”
“ทำไมพี่ไปโรงเรียนง่าย แต่น้องต้องใช้เวลานาน”
.
ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ มีแนวคิดเรื่อง “Temperament” หรือ “พื้นอารมณ์”
ซึ่งอธิบายว่า เด็กแต่ละคนมีรูปแบบการตอบสนองต่อโลกแตกต่างกันตั้งแต่กำเนิด
.
จากการศึกษาของ Alexander Thomas และคณะ พบว่า
เด็กแต่ละคนเปิดรับสิ่งใหม่ได้เร็วช้าไม่เหมือนกัน
บางคนต้องใช้เวลา
บางคนอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเด็กคนอื่น
.
จึงไม่แปลกเลย…ที่พ่อแม่จะเลี้ยงลูกเหมือนกัน
แต่ลูกตอบสนองต่างกัน
.
เพราะพื้นอารมณ์ของเด็กประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ
เช่น ระดับพลังงาน การปรับตัว การจดจ่อ ความไวต่อสิ่งเร้า และลักษณะอารมณ์
จึงทำให้เด็กแต่ละคนมี “พื้นอารมณ์” ที่แตกต่างกันค่ะ 
.
โดยทั่วไป สามารถแบ่งลักษณะพื้นอารมณ์ของเด็กได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
.
เด็กกลุ่มนี้มักกินง่าย นอนง่าย ปรับตัวเก่ง อารมณ์ดี และเข้ากับสิ่งใหม่ได้ไว
• มีกิจวัตรสม่ำเสมอ
• ชื่นชมเมื่อเด็กทำได้ดี
• สนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ เพื่อสร้างความมั่นใจ
.
เด็กกลุ่มนี้มักต้องใช้เวลาเมื่อเจอคนใหม่ สถานที่ใหม่ หรือกิจกรรมใหม่ๆ
อาจร้องไห้วันแรก หรือคอยสังเกตก่อน
.
แต่เมื่อรู้สึกปลอดภัยและมีเวลามากพอ
เด็กกลุ่มนี้ก็สามารถทำได้ดีไม่ต่างจากใครเลย
• เตรียมตัวล่วงหน้า
• เล่าให้ฟังว่าจะเกิดอะไรขึ้น
• ให้เวลาค่อยๆ ปรับตัว
• ไม่เร่ง ไม่เปรียบเทียบ
.
เด็กกลุ่มนี้มักไวต่อสิ่งรอบตัว ปรับตัวยาก อารมณ์เข้มข้น และหงุดหงิดง่ายกว่าคนอื่น
• จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ
• ช่วยสะท้อนอารมณ์ของเด็ก
• อยู่ข้างๆ อย่างมั่นคง
• หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์กลับ
อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กอีกประมาณ 35% ที่ไม่ได้มีพื้นอารมณ์เข้ากับกลุ่มใดชัดเจน
เพราะเด็กแต่ละคนมีรายละเอียดของพื้นอารมณ์แตกต่างกันออกไป
.
เพราะจริงๆ แล้ว…
พื้นอารมณ์แต่ละแบบก็มีทั้ง “จุดแข็ง” และ “ความท้าทาย” ต่างกันค่ะ 
.
เด็กที่ปรับตัวง่าย
มักกล้าเริ่มต้นและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ไว
แต่บางครั้งก็อาจไว้ใจคนง่ายเช่นกัน
.
เด็กที่ใช้เวลาปรับตัว
แม้ช่วงแรกอาจดูช้า หรือลังเล
แต่เด็กกลุ่มนี้มักช่างสังเกต รอบคอบ และมั่นคงเมื่อรู้สึกปลอดภัย
.
ส่วนเด็กที่ไวต่อสิ่งรอบตัว
หลายเติบโตไปเป็นคนที่อ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และจริงจังกับสิ่งที่รักมากเช่นกัน 
.
เพราะพื้นอารมณ์ ไม่ใช่ “ข้อดี” หรือ “ข้อเสีย”
แต่คือ “ธรรมชาติ” และ “รูปแบบการตอบสนอง” ของเด็กแต่ละคนค่ะ
.
Alexander Thomas และคณะ
จึงได้พูดถึงแนวคิดสำคัญที่เรียกว่า “Goodness of Fit”
ซึ่งหมายถึง “ความพอดี”
ระหว่างพื้นอารมณ์ของเด็ก
กับวิธีตอบสนองของผู้ใหญ่
.
เมื่อผู้ใหญ่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก
และปรับวิธีดูแลให้เหมาะกับตัวตนของเขา
เด็กก็จะค่อยๆ เติบโตในแบบของเขา
.
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ลูกเป็นเด็กอีกแบบ แต่คือการค่อยๆ เรียนรู้ว่า
“ลูกของเรา ต้องการการดูแลแบบไหน”
.
เพราะเด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ
แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่ “เข้าใจเขา” 
และที่สำคัญ ไม่มีพื้นอารมณ์แบบไหนดีกว่ากัน
.
เพราะการเติบโตของเด็ก
ไม่ใช่การแข่งขันว่าใคร “ไปได้เร็วกว่า”
แต่คือการที่วันหนึ่ง
เขาเติบโตเป็นตัวเองได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีความสุข 
.
และระหว่างทางนั้น “ความเข้าใจของพ่อแม่”
จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในชีวิตลูกเสมอค่ะ 
.
เพราะหมอเชื่อในพลังความรักของพ่อแม่
.
บทความโดย #หมอเปิ้ล
เน็ตป๊าม้า ขอแนะนำหลักสูตรออนไลน์ สอนเทคนิคเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมเด็ก
คอร์สเร่งรัด
เหมาะสำหรับผู้ปกครองที่มีพื้นฐานการปรับพฤติกรรมเด็กเชิงบวกอยู่แล้ว
แต่ต้องการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเด็กที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
คอร์สจัดเต็ม
เหมาะสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเรียนรู้และฝึกใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมเด็ก
อย่างเป็นขั้นบันได เพื่อเตรียมพร้อมที่จะนำไปรับมือกับปัญหาพฤติกรรมเด็ก
อย่างมั่นใจ