ระเบียบทางสังคม ส่งผลต่อบทบาททางเพศ และความ suffer ของเราอย่างไร? ข้อคิดจาก Mulan
ระเบียบทางสังคม ส่งผลต่อบทบาททางเพศ และความ suffer ของเราอย่างไร? - พาชวนตระหนักถึงระเบียบทางสังคมที่ส่งผลต่อบทบาทการเป็น 'ผู้ชาย-ผู้หญิง' และการใช้ชีวิตเป็น 'คุณพ่อ-คุณลูก' จาก 'Mulan (มู่หลาน)'
"When will my reflection show? Who I am.... inside" - นี่คงเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ตราตรึงใจตลอดกาลจากภาพยนตร์เครือดีสนีย์เกี่ยวกับวีรสตรีจีน 'มู่หลาน (Mulan)' อย่าง 'Reflection' ที่ #คุณนายข้าวกล่อง เองก็ยังคงรู้สึกประทับใจทุกครั้งเมื่อได้มีโอกาสย้อนกลับมาดูเมื่อไม่นานมานี้
.
แต่นอกจากบทเพลงอันไพเราะแล้ว การดูภาพยนตร์มู่หลานในวัยนี้กลับทำให้เราได้มุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ จนอยากจะนำมาแบ่งปันกับพวกเราชาวผู้ปกครองมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงอิทธิพลทางสังคม ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต่อความทุกข์ทรมานในฐานการเป็นทั้ง 'ผู้ชายและผู้หญิง' รวมไปถึงบทบาทการเป็น 'คุณพ่อและคุณลูก' ได้ดีมาก ๆ ที่ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเล่าจากบริบททางสังคมในอดีตที่ผ่านมาแล้วหลายร้อยปี แต่ส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าคอนเสปต์นี้ก็ยังคงมีปรากฎให้เห็นในปัจจุบันอยู่บ้างเช่นกัน ซึ่งระเบียบทางสังคมจะส่งผลต่อพวกเขาได้อย่างไร เรามาลองหาคำตอบกันได้เลย
.
#ระเบียบทางสังคมทำให้เรา suffer ได้อย่างไร
"ผู้ชายคือหัวหน้าผู้ปกป้องครอบครัว ผู้หญิงมีหน้าที่เป็นภรรยาที่ดี" - นี่อาจเป็นข้อสังเกตในเรื่องค่านิยมทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นในสังคมที่มู่หลานและคุณพ่ออาศัยอยู่ ที่อาจเป็นหนึ่งในระเบียบทางสังคมที่พยายามจะจัดสรรบทบาทของเพศเพื่อทำให้สังคมดำเนินต่อไปได้ในสมัยนั้น เห็นได้จากเรื่องการบังคับให้สมาชิกผู้ชายของครอบครัวออกไปเป็นทหารเท่านั้น หรือการที่ผู้หญิงจะต้องเข้าไปหาแม่สื่อเพื่อให้หล่อนอนุมัติว่าผู้หญิงเหล่านี้มีคุณสมบัติการเป็นภรรยาที่ดีและเพรียบพร้อม
.
บทบาททางเพศนี้เลยส่งผลทำให้มู่หลานเครียดกับการเข้าพบแม่สื่ออยู่พอสมควร เพราะมันไม่ใช่แค่การทำเพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับอย่างเดียว แต่มันเป็นการทำให้ครอบครัวได้รับการยอมรับทางสังคม จากการได้สร้างเกียรติยศให้กับครอบครัว ยิ่งตัวเธอเองมีคาแรคเตอร์ความแก่นซ่า ซุ่มซ่าม แต่หัวใส ที่ขัดกับคุณสมบัติการเป็นภรรยาที่ดีอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้เลยทำให้มู่หลานรู้สึกไม่มั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าเธอจะทำให้แม่สื่อประทับใจได้อย่างไร และยิ่งรู้สึกผิดต่อตนเองมากขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเธอไม่สามารถสร้างความประทับใจให้หล่อนได้ ส่งผลทำให้เนื้อหาเพลง 'Reflection' อันโด่งดังนี้ที่แท้จริงแล้วพูดถึงความรู้สึกผิดที่เป็นตัวเอง เพราะความเป็นตัวเองทำให้ครอบครัวของเธอพัง แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกอึดอัดที่จะต้องเสแสร้งเป็นคนอื่นที่สังคมอยากให้เป็น จนเริ่มอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อไหร่กันหนอเธอถึงจะสามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่เจ็บช้ำแบบนี้ จากเพียงแค่เหตุการณ์เดียวที่แม่สื่อ (ที่ตัวหล่อนเองก็ดูไม่ได้เป็นคนน่ารักอยู่แล้วสักเท่าไหร่) ดันไม่พอใจในตัวเธอ เหตุการณ์นี้จึงทำให้เราเห็นว่าระเบียบทางสังคมที่กำหนดบทบาทของผู้หญิง มันสามารถสร้างผลกระทบและความทุกข์ใจกับผู้หญิงอย่างมู่หลานได้จริง และไม่ใช่แค่ความทุกข์ใจที่หลับไปแล้วหนึ่งตื่นมันจะหายไป แต่มันส่งผลต่อการสงสัยในตัวตน ไปจนถึงความรู้สึกอึดอัด และรู้สึกแย่ในตัวตนของตนเองด้วยเช่นกัน
.
ในฝั่งของคุณพ่อ ถึงแม้ว่าค่านิยมทางสังคมดูจะส่งเสริมบทบาทของผู้ชายให้กล้าคิด กล้าแสดงออก และ active มากกว่า ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเป็นการสนับสนุนผู้ชายจนกดขี่หรือจำกัดอิสรภาพของผู้หญิง กลายเป็นสร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคม แต่หนังก็สะท้อนให้เราเห็นว่าไม่ใช่ว่าผู้ชายจะไม่ suffer เลยกับระเบียบทางสังคมนี้ เพราะตัวคุณพ่อมู่หลานเองก็รู้สึกกดดันไม่น้อยเลยเช่นกันที่จะต้องเป็นตัวแทนครอบครัวออกไปรบ เพราะตนเองก็ไม่สบายอยู่ แต่ก็จำต้องรับราชโองการเพราะตนเป็นเพียงผู้ชายคนเดียวในครอบครัว เป็นความรู้สึกที่ 'ไม่ไหวก็ต้องไหว' ที่คุณพ่อมู่หลานจำต้องแบกไว้ แถมทำให้ต้องฟอร์มต่อหน้าสังคมด้วยว่าเขาไหวและแข็งแรงพอที่จะทำหน้าที่นี้ด้วย เพราะคำว่าผู้ชายคือหัวหน้าผู้ปกป้องครอบครัวนี้คอยกดดันให้เขาจำต้องแข็งแกร่ง แม้ในวันที่เขาจะรู้สึกไม่ไหวเลยก็ตาม
.
#ระเบียบทางสังคมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวอย่างไร
จากคุณลูกผู้หญิงที่ suffer กับความเป็นตัวเองกับคุณพ่อที่ suffer จากการกดดันที่ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่ปกป้องครอบครัว บทบาททางเพศที่สังคมกำหนดก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่เช่นกัน ที่ถึงแม้ลึก ๆ แล้วว่าพวกเขาจะรักกันมากตาม
.
ดังเช่นฉากที่เป็นจุดเปลี่ยนหลักของเรื่อง ที่มู่หลานตัดสินใจปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อออกไปรบแทนพ่อ โดยก่อนหน้านี้เธอและคุณพ่อก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นกลาย ๆ ตั้งแต่ตอนที่คุณพ่อต้องเดินไปรับราชโองการด้วยตนเองจากชีฟู่ ตัวแทนจากราชสำนักแต่มู่หลานดันเข้ามาห้ามไว้พร้อมกับขอความเห็นใจจากชีฟู่ไม่ให้พ่อเธอออกไปรบเพราะพ่อกำลังเจ็บป่วยอยู่ ที่สุดท้ายแล้วคุณพ่อมองว่าสิ่งที่มู่หลานทำเป็นการทำให้เขาเสียหน้าและเสียเกียรติ เพราะเขามองว่าการออกไปรบถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุดแม้ว่าอาจส่งผลต่อชีวิตของเขาก็ตาม สิ่งนี้เลยทำให้เห็นว่าอิทธิพลจากระเบียบสังคมเข้ามาส่งผลต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ทำให้ตัวคุณพ่อรู้สึกอายและไม่พอใจที่มู่หลานทำแบบนี้ ถึงแม้ว่ามู่หลานจะทำเพราะรักตนมากแค่ไหนก็ตาม
.
ส่วนตัวมู่หลานเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียใจ เพราะเธอตั้งใจจะรักษาชีวิตคุณพ่อไว้ด้วยความรักแต่คุณพ่อดันไม่โอเคกับสิ่งที่เธอทำ ทำให้เธอยิ่งอยากจะทำเพื่อครอบครัวมากขึ้นไปอีกเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเธอนั้นดีพอและสามารถนำพาเกียรติยศและศักดิ์ศรีมาสู่ครอบครัวได้จริง ๆ นี่จึงทำให้เธอตัดสินใจอะไรที่เสี่ยงชีวิตด้วยการปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่ออกไปรบ เพื่อจัดการความรู้สึกไม่ดีพอในตัวเอง ทำให้เธอกลับมารู้สึกว่าเธอภูมิใจในตัวเองได้อีกครั้ง
.
#ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขสามารถช่วยให้ลูกอยู่ในระเบียบสังคมได้อย่างเป็นตัวเองมากขึ้น
ถึงแม้ตอนนี้พวกเราชาวผู้ปกครองคงพอจะเข้าใจว่าระเบียบทางสังคมสามารถส่งผลต่อตัวเรา และลูกของเราได้อย่างไรแล้ว ส่วนตัว #คุณนายข้าวกล่อง มองว่าการตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้คงช่วยให้เราเข้าใจความ suffer ของตัวเองและลูกได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณพ่อทั้งหลายที่อาจเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าบางทีความกดดันที่เกิดขึ้นในตัวเราอาจได้รับอิทธิพลมาจากค่านิยมทางสังคมก็ได้ ทำให้เราเริ่มกล้าที่จะปล่อยความกดดันอันหนักอึ้งนี้ลง และยอมรับตัวเองในเวอร์ชั่นคนปกติที่ก็ไม่แข็งแกร่งบ้างในบางวันได้มากขึ้น
.
ในขณะเดียวกัน เราก็อาจพอเข้าใจถึงความทุกข์ยากของลูกมากขึ้นจากกรอบทางระเบียบสังคมที่อาจทำให้เขารู้สึกอึดอัด หรือรู้สึกผิดที่จะต้องเป็นตัวเองเหมือนกับมู่หลาน ที่ส่วนตัวคิดว่าในปัจจุบันคงไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเกิดขึ้นในเพศหญิงอย่างเดียว เพราะความทุกข์นี้มันขึ้นอยู่กับระเบียบที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสังคม ตั้งแต่ในเรื่องของการแต่งตัว การพูดจาวางตัว ไปจนถึงการกำหนเความคิดและความเชื่อที่เราควรมีเพื่อทำให้สามารถอาศัยอยู่ในสังคมนั้น ๆ ได้อย่างไม่มีพิษมีภัย
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อของมู่หลานทำได้ดีมาก ๆ ในเรื่องนั่นก็คือการแสดงออกถึง 'ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional love)' ที่ไม่ได้หมายความว่าเขาโอเคหรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่ลูกตัดสินใจ แต่คือการยอมรับในตัวตนของมู่หลานที่ถึงแม้จะดูแตกต่างจากค่านิยมความเป็นผู้หญิงในสังคมสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นจากที่เขาพยายามปลอบใจมู่หลานจากที่เธอถูกไม่พอใจจากแม่สื่อว่ามันอาจยังไม่ถึงเวลาของเธอที่จะเบ่งบาน หรือในฉากสุดท้ายที่แม้ว่ามู่หลานจะสามารถนำเกียรติยศกลับมาสู่ครอบครัวได้สำเร็จจากการได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้ แต่คุณพ่อดันทิ้งเหรียญและดาบอันแสดงถึงการยอมรับนั้นลง แล้วโผเข้ากอดมู่หลานทันทีพร้อมพูดว่าสิ่งที่ทำให้เขาภูมิใจที่สุดคือการมีมู่หลานเป็นลูก ซึ่ง message นี้เลยทำให้มู่หลานปลดล็อคกับตัวเองได้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเป็นผู้หญิงในอุดมคติที่สังคมอยากให้เป็น ส่งเสริมทำให้เธอรู้สึกดีต่อตัวเองได้มากขึ้น และปลูกฝังภูมิต้านทานทำให้เธอสามารถมีชีวิตอย่างเป็นตัวเองท่ามกลางระเบียบสังคมนี้ได้นั่นเอง ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ถึงวิธีการสื่อสารถึงความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขนี้เพิ่มเติมได้ที่ www.netpama.com เพื่อส่งเสริมทำให้เราสามารถส่งสารนี้ไปสู่ลูกของเราได้ชัดเจนมากขึ้น