window.dataLayer = window.dataLayer || []; function gtag(){dataLayer.push(arguments);} gtag('js', new Date()); gtag('config', 'G-HT69D45H8X');

ทำไมเด็กบางคนไม่กล้าบอก เมื่อถูกคนใกล้ตัวล่วงละเมิด และพ่อแม่จะช่วยได้อย่างไร

เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

🏠 การล่วงละเมิดในครอบครัว ไม่ใช่เรื่องของ "คนอื่น"
หลายคนได้ยินคำว่า "ล่วงละเมิดในครอบครัว" 
แล้วนึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว 

.
แต่ข้อมูลจาก WHO (องค์การอนามัยโลก) 
บอกว่า…กว่า 90% ของผู้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก
คือคนที่เด็กรู้จัก รู้สึกไว้ใจ หรืออยู่ใกล้ชิดด้วย
.

ไม่ว่าจะเป็นญาติ คนในบ้าน พี่เลี้ยง 
หรือคนที่ครอบครัวไว้วางใจ
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ถูกกระทำโดยคนใกล้ชิด 
มักไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ เพราะกลัวไม่มีใครเชื่อ 
กลัวทำให้ครอบครัวเกิดปัญหา
และที่เจ็บปวดที่สุดคือ กลัวว่าจะถูกตัดสิน

.

🧠 สมองเด็กไม่ได้ทำงานเหมือนผู้ใหญ่ในวันที่เขาถูกทำร้าย
เมื่อเด็กเผชิญกับเหตุการณ์ที่รุนแรงทางอารมณ์ 
สมองส่วนที่เรียกว่า “Amygdala” 
จะทำงานในโหมด "เอาชีวิตรอด" 
แทนที่จะ "จดจำ" เด็กบางคนจะปิดตัวเอง

.

นักวิจัยเรียกว่า Trauma-Induced Dissociation 
คือจิตใจแยกตัวออกจากเหตุการณ์เพื่อปกป้องตัวเอง 
ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับ Trauma มักไม่ครบถ้วน 
บางช่วงหายไป บางช่วงชัดมาก
นี่คือสาเหตุที่เด็ก 
(หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่เคยผ่านบาดแผลตั้งแต่เด็ก) 
อาจมักเล่าเรื่องได้ไม่ต่อเนื่องค่ะ

.

🗨️ แล้วทำไมเด็กบางคนถึงไม่กล้าบอก ?
หนึ่งในเหตุผลที่เด็กไม่กล้าบอก

🔹 ความกลัว 
- กลัวผู้กระทำ 
- กลัวไม่มีใครเชื่อ 
- กลัวทำให้ครอบครัวเดือดร้อน 

.

🔹 ความละอาย 
เด็กมักถูก Groom ให้รู้สึกว่าตัวเองผิด 
หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น "ความลับของสองคน" 

.

🔹 ความสับสน 
โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำคือคนที่เด็กรัก 
เค้าจะรู้สึกขัดแย้งในใจมาก 

.

🔹 การขาดภาษา 
เด็กเล็กหลายคนยังไม่มีคำพูด
ที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

.

และเมื่อผู้ใหญ่ไม่เชื่อ ไม่ตอบสนอง 
หรือบอกให้เงียบ สมองของเด็กจะเรียนรู้ว่า 
"การบอกความจริงไม่ทำให้ปลอดภัย" 
และนั่นคือจุดเริ่มต้น…
ของบาดแผลที่อาจติดตามไปจนโต

.

🛡️ บทบาทของผู้ใหญ่ในบ้าน สำคัญกว่าที่คิด
ผู้ใหญ่ที่เด็กไว้วางใจ มีบทบาทเป็น 
Safe Adult หรือผู้ใหญ่ที่ปลอดภัย 
ซึ่งเป็นกำแพงที่สำคัญที่สุดในการป้องกัน
และรักษาบาดแผลจาก Trauma

.

การมีผู้ใหญ่ที่เชื่อ
และตอบสนองต่อเด็กอย่างน้อยหนึ่งคน 
จะสามารถลดผลกระทบระยะยาวของ
บาดแผลในวัยเด็กได้ 

.

แค่หนึ่งคนที่บอกว่า "พ่อแม่เชื่อหนู" 
แค่หนึ่งคนที่ยื่นมือเข้ามา
ชีวิตเด็กคนหนึ่งก็เปลี่ยนได้
และคนคนนั้น คือเราได้ เช่นกันค่ะ

.

👨‍👩‍👧 สิ่งที่พ่อแม่ทำได้วันนี้ 

  1. สร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ในการพูดคุย

เด็กที่รู้สึกปลอดภัยกับพ่อแม่ 
จะบอกเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น 
พ่อแม่ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน 
แต่สร้างนิสัยพูดคุยทุกวัน 
ด้วยคำถามง่ายๆ เช่น 


"วันนี้มีอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจไหม?" 
"มีใครทำให้หนูรู้สึกกลัวหรือไม่สบายไหม?"
สิ่งสำคัญคือ 
ฟังโดยไม่รีบตัดสิน 
ไม่แสดงความตกใจจนลูกกลัวที่จะเล่าต่อ

.

  1. สอนเรื่อง "ร่างกายของเรา" ตั้งแต่เล็ก

ไม่ต้องรอให้โตค่ะ
เราสามารถสอนลูกได้ตั้งแต่ 3-4 ขวบ
ว่า ร่างกายของเขาเป็นของเขา 
ไม่มีใครมีสิทธิ์แตะต้องโดยที่เขาไม่ยินยอม
รวมถึงญาติและคนในบ้านด้วย
สอนให้รู้จักชื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง 
และบอกว่า 
"ถ้ามีใครทำให้รู้สึกไม่ดี บอกพ่อแม่ได้เสมอ ไม่มีวันโกรธ"

.

  1. “หอมหน่อย ไม่เสียหาย” แต่อาจไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเด็กบางคน

หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือ 
ผู้ใหญ่มักบังคับให้ลูก หลาน กอดหรือจูบญาติ 
ทั้งที่เด็กไม่ต้องการ โดยบอกว่า 
"เป็นมารยาท" หรือ "ไม่มีอะไรหรอก"

.

แต่นั่นกำลังสอนเด็กว่า 
ความต้องการของร่างกายตัวเองไม่สำคัญ 
และทำให้เขาสับสนว่า "อะไรที่ไม่โอเค" กันแน่นะ


เปลี่ยนมาสอนลูกกันว่า 
เขามีสิทธิ์ปฏิเสธการสัมผัส
ทางกายจากใครก็ได้ 
รวมถึงญาติสนิท

.

  1. เชื่อลูกก่อน ค่อยหาความจริงทีหลัง

ถ้าลูกมาบอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น 
สิ่งแรกที่ต้องทำคือ 
"พ่อแม่เชื่อหนู และขอบคุณที่กล้ามาบอก"


อย่าพูดว่า 
"ไม่เป็นไรหรอก" 
"คงเข้าใจผิด" 
หรือ "อย่าพึ่งบอกใคร" 
เพราะประโยคเหล่านี้ปิดประตูใจเด็กได้เลยทันที


แม้เราจะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด 
แต่เด็กต้องการรู้ว่า "มีคนอยู่ฝั่งเดียวกับเขา"

.

💙 "Trauma-Informed Parent" พ่อแม่ที่เข้าใจบาดแผล

แนวคิด Trauma-Informed Care 
ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับนักจิตวิทยาเพียงอย่างเดียว 
แต่พ่อแม่ทุกคนนำมาใช้ได้ ด้วยหลักการง่ายๆ คือ

.

✅ มองพฤติกรรมลูกด้วยคำถามว่า 

"เกิดอะไรขึ้นกับเขา?" แทนที่จะถาม "เขาเป็นอะไร?"
เด็กที่ก้าวร้าว หดหู่ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมกะทันหัน 
บางทีไม่ใช่เพราะ "นิสัยเสีย" 
แต่เพราะ "มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา"

.

✅ รับรู้อารมณ์โดยไม่ตัดสิน 
"พ่อแม่รู้ว่าหนูรู้สึกกลัว และมันโอเคที่จะรู้สึกแบบนั้น"

.

✅ ให้ลูกมีความรู้สึกว่าเค้าควบคุมได้ในชีวิต 

เด็กที่ถูกล่วงละเมิดมักสูญเสียความรู้สึก 
"ฉันมีสิทธิ์เลือก" การให้ลูกตัดสินใจเรื่องเล็กๆ 
ในชีวิตประจำวัน คือการคืนความรู้สึกนั้นกลับมา

.

สุดท้ายนี้…
การเคารพตัวตนและรับฟังเสียงของลูก 
คือจุดเริ่มต้นของครอบครัวที่แข็งแกร่ง 
มาสร้างบ้านที่เป็น ‘Safe Zone’ ของกันและกัน 
เพื่อให้เด็กๆ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่
ที่มีบาดแผลน้อยที่สุดกันนะคะ

.

บทความโดย #น้องตัวกลม

*บทความนี้จัดทำขึ้น เพื่อการศึกษาและสร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันการล่วงละเมิดในเด็ก ไม่ได้มีจุดประสงค์ตัดสินความถูกผิดใดๆ 

.

📚 แหล่งอ้างอิง

https://bit.ly/4noRfit

https://bit.ly/4wqFlIH

https://bit.ly/4woUhqO

van der Kolk, B. A. (2014). The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma. Viking.

Hébert, M., et al. (2009). Prevalence of childhood sexual abuse and timing of disclosure. Can J Psychiatry.

Lisak, D., et al. (2010). False allegations of sexual assault: An analysis of ten years of reported cases. Violence Against Women.

Loftus, E. F. (1996). Memory distortion and false memory creation. Bull Am Acad Psychiatry Law.

SAMHSA. (2014). Trauma-Informed Care in Behavioral Health Services.

UNICEF. Body autonomy and child protection guidelines.

หมวดหมู่ทั้งหมด

Net PAMA